ดาวอังคาร ที่แห่งนี้เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่จริงหรือไม่

หลายๆคน คงเคยได้ยินว่าถ้าเราอยู่บนโลกไม่ได้ ที่อยู่อาศัยต่อไปก็คงเป็นอาวอังคาร เพราะความเป็นไปได้ในการส่งมนุษย์ไปดาวอังคารเริ่มเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น เมื่อยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ ของนาซาหรือองค์การบริหารการบินอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) สามารถลงจอดบนดาวอังคารได้อย่างปลอดภัย เพื่อปฏิบัติภารกิจในการหาร่องรอยว่าที่แห่งนี้เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่จริงหรือไม่ หากอยากรู้เพิ่มเติมก็สามารถอ่านจากบทความของเราได้เลย

ที่ผ่านมา มนุษย์มีความพยายามในการสำรวจดาวอังคารมาโดยตลอด ซึ่งองค์ประกอบที่ช่วยให้สิ่งมีชีวิตสามารถเกิดได้นั้น นักชีวดาราศาสตร์เชื่อว่ามีด้วยกัน 3 อย่าง ได้แก่ น้ำ พลังงาน และสารประกอบอินทรีย์

ทั้งนี้ ในจักรวาลหรือเอกภพ (Universe) นั้น มีพลังงานและสารประกอบอินทรีย์มากมายอยู่แล้ว ดังนั้น หากพบร่องรอยของน้ำ ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่จริง

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์มองว่า ออกซิเจน ที่มีจำนวนมากสามารถทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นได้ ดังนั้น หากค้นพบว่าดาวเคราะห์ดวงใดมีโอโซนอยู่ในชั้นบรรยากาศ ก็มีโอกาสสูงที่ดาวเคราะห์ดวงนั้นจะมีสิ่งมีชีวิตด้วยเช่นกัน เพราะโอโซนคือสารประกอบที่เกิดจากออกซิเจน เมื่อพบโอโซนในปริมาณมากก็จะพบออกซิเจนในปริมาณที่มากด้วยเช่นกัน

หากการพิสูจน์หาร่องรอยสิ่งมีชีวิตสามารถทำได้สำเร็จ ก็เท่ากับว่านอกจากโลกแล้ว ก็ยังมีดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ แต่ทำไมต้องเลือกดาวอังคาร ทั้งที่มีดาวเคราะห์อยู่มากมาย 

เคยมีชั้นบรรยากาศหนาเหมือนโลก
ดาวอังคารมีความเป็นไปได้ที่จะพบสิ่งมีชีวิตมากที่สุด โดยจากการสำรวจของนาซาพบว่าดาวอังคารเมื่อ 4,500 ล้านปีก่อน เคยมีชั้นบรรยากาศที่ประกอบไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปกคลุมหนาแน่นเท่ากับชั้นบรรยากาศของโลก และมีอุณหภูมิพื้นผิวอุ่นกว่า จึงทำให้น้ำสามารถคงอยู่ในสถานะของเหลวได้ ต่างจากปัจจุบันที่มีชั้นบรรยากาศเบาบางลงไปมากเพราะลมสุริยะ (Solar Wind) พัดชั้นบรรยากาศออกไปสู่ห้วงอวกาศ

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ของนาซาเชื่อว่าสามารถสร้างชั้นบรรยากาศให้กับดาวอังคารได้ ด้วยการสร้างสนามพลังแม่เหล็กเทียมแล้วส่งขึ้นสู่อวกาศ เพื่อไปกั้นไว้ระหว่างดวงอาทิตย์กับดาวอังคาร จะได้เป็นเกราะป้องกันดาวอังคารจากลมสุริยะ ซึ่งคืออนุภาคที่มีประจุจากดวงอาทิตย์ นั่นเอง

เมื่อชั้นบรรยากาศมีความหนาแน่นขึ้น จะทำให้อากาศบนพื้นผิวดาวอังคารอุ่นขึ้นจาก -55 องศาเซลเซียส เหลือ -4 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถทำให้น้ำแข็งแห้งหรือคาร์บอนไดออกไซด์แข็งระเหิดได้ และส่งให้ชั้นบรรยากาศมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น กลายเป็นปฏิกิริยาเรือนกระจกที่ทำให้พื้นผิวดาวอังคารอุ่นขึ้น

ขณะที่น้ำแข็งซึ่งอยู่บริเวณขั้วเหนือและขั้วใต้ของดาวอังคารจะละลายกลายเป็นน้ำ ซึ่งจากการสำรวจในอดีต นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่าน่าจะมีซากฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตอยู่ใต้น้ำแข็งของขั้วทั้งสองของดาวอังคาร หลังจากเคยพบร่องรอยท้องแม่น้ำที่เหือดแห้งมาก่อนที่คาดว่าเกิดขึ้นเมื่อ 3,500 ล้านปีก่อน

เอื้อต่อการดำรงชีวิตมากกว่าดวงจันทร์-ดาวศุกร์
นอกจากโลกแล้ว ดาวอังคารถือเป็นดาวเคราะห์ที่มีองค์ประกอบเอื้อต่อการมีสิ่งมีชีวิตหรือดำรงชีวิตมากที่สุด แม้ว่ายังไม่พบหลักฐานที่แน่ชัดของสิ่งมีชีวิต แต่องค์ประกอบต่าง ๆ ก็เอื้อต่อการดำรงชีวิตมากกว่า

  • ดินบนดาวอังคารสามารถสกัดน้ำออกมาได้
  • อุณหภูมิบนดาวอังคารไม่หนาวจัดหรือร้อนจัดเกินไป
  • มีแสงแดดเพียงพอที่จะใช้แผงโซลาร์เซลล์ได้
  • แรงโน้มถ่วงบนดาวอังคารคิดเป็น 38 เปอร์เซ็นต์ของโลก ซึ่งเชื่อกันว่าร่างกายของมนุษย์สามารถปรับตัวได้
  • มีชั้นบรรยากาศ (แม้ว่าจะเบาบาง) ที่สามารถปกป้องรังสีคอสมิก ซึ่งเป็นอนุภาคพลังงานสูงที่เกิดจากการระเบิดในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ได้
  • วันเวลาบนดาวอังคารใกล้เคียงกับโลก โดย 1 วันบนดาวอังคารเท่ากับ 24 ชั่วโมง 39 นาที 35 วินาที

ส่วนดวงจันทร์และดาวศุกร์ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้โลกด้วยเช่นกันนั้น ถือว่ายังห่างไกลจากความเป็นไปได้ที่จะดำรงชีวิตอยู่มาก โดยดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศที่เป็นเกราะป้องกันรังสีต่าง ๆ  อีกทั้งวันเวลาบนดวงจันทร์ก็ต่างจากโลกมาก โดย 1 วันบนดวงจันทร์ เท่ากับการใช้เวลาบนโลก 1 เดือน

ขณะที่ดาวศุกร์นั้นมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 400 องศาเซลเซียส ซึ่งร้อนถึงขนาดที่หลอมตะกั่วให้ละลายได้ และมีความดันบรรยากาศเทียบเท่ากับความดันใต้น้ำทะเลบนโลกที่ความลึก 900 เมตร นอกจากนี้ยังหมุนรอบตัวเองช้ามาก ทำให้ระยะเวลาบนดาวศุกร์ 1 วัน เท่ากับเวลาบนโลก 243 วันเลยทีเดียว

วิธีไล่แมลงวันในบ้านด้วยวิธีธรรมชาติ

สำหรับปัญหาแมลงกวนใจนั้น หลายๆคนคงเคยเจออย่างแน่นอน ยิ่งถ้าเป็นแมลงวันล่ะก็  นอกจากจะทำให้รู้สึกรำคาญเมื่อบินมาตอมอยู่บ่อย ๆ แล้ว แมลงวันยังเป็นพาหะนำโรคมาสู่คนในครอบครัวได้ เราจึงควรหาวิธีไล่แมลงวันในบ้านอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมและสุขลักษณะที่ดีในการใช้ชีวิตภายในบ้านของเรา

แต่วิธีไล่แมลงวันนั้นมีมากมาย แต่วันนี้วิธีที่เราจะนำมาบอกกันก็คือ วิธีไล่แมลงวันในบ้านด้วยวิธีธรรมชาติ เพราะการใช้แบบวิธีธรรมชาตินั้นย่อมดีกว่าการใช้สารเคมีอยู่แล้ว

แมลงวันเป็นพาหะนำโรคอะไรบ้าง
โรคระบาดและอาการเจ็บป่วยหลายโรคล้วนมีสาเหตุมาจากแมลงวัน หรือเป็นพาหะนำโรคนั่นเอง โดยแมลงวันไปไต่ตอมตามอาหารเน่าบูด ซากสัตว์ตาย หรือสิ่งปฏิกูล แล้วนำเชื้อโรคจำพวกแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส ที่ติดตามปีกและขาของมันมาแพร่เชื้อและถ่ายทอดเชื้อสู่คน เราจึงไม่ควรรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีแมลงวันมาตอม เพราะเชื้อโรคที่ติดมากับแมลงวันอาจปนเปื้อนลงในน้ำและอาหารเหล่านั้น แมลงวันจัดเป็นพาหะนำโรคหลายอย่าง ได้แก่ ท้องร่วง ,อหิวาตกโรค ,ตาแดง, โรคบิด,โรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ, วัณโรค ,ไข้ไทฟอยด์, ซาลโมเนลโลสิส

สาเหตุที่แมลงวันเข้ามาในบ้าน
สาเหตุที่แมลงวันมักเข้าบ้านคนหรืออยู่ตามชุมชนเป็นจำนวนมากนั้น ก็เพราะที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่มีแหล่งอาหารหรือสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การขยายพันธุ์และดำรงชีวิตของแมลงวัน ไม่ว่าจะเป็นเศษอาหารกินเหลือ กองขยะเปียกที่หมักหมมกันไว้ ซากหนูหรือซากสัตว์ตายที่เน่าเปื่อย รวมทั้งสิ่งปฏิกูลมูลสัตว์ที่ไม่ได้เก็บกวาดให้เรียบร้อย

โดยสภาพแวดล้อมเหล่านี้ถือเป็นแหล่งอาหารและสถานที่ชั้นดีในการดำรงชีพตามวงจรชีวิตของมัน ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนชื้นกำลังดี เราจึงต้องหมั่นเก็บกวาดและรักษาความสะอาดของที่อยู่อาศัยเป็นประจำ รวมทั้งรู้วิธีป้องกันและวิธีไล่แมลงวันอย่างเหมาะสม

วิธีไล่แมลงวันในบ้าน ทำได้อย่างไรบ้าง

1. ดอกเบญจมาศ
นำดอกเบญจมาศมาบีบผสมในน้ำ แล้วใส่ขวดหรือกระป๋องสเปรย์ที่ล้างสะอาดแล้วและหัวฉีดใช้งานได้อยู่ นำไปใช้ฉีดไล่แมลงวันในบ้านได้ เพราะสารไพรีทรินในดอกเบญจมาศจะออกฤทธิ์ไล่แมลงทุกชนิด ซึ่งว่าเป็นวิธีไล่แมลงวันในบ้านที่เห็นผลเร็ว แต่อาจไม่ได้ป้องกันการกลับมาขยายพันธุ์หรือทำรังของแมลงวันได้ตลอดไป

2. น้ำส้มสายชู
เราสามารถสร้างกับดักแมลงวันที่ทำจากวัตถุดิบในครัวได้ โดยนำน้ำส้มสายชูผสมกับน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ หยอดไว้ในจานก้นลึกหรือชามข้าว แล้วคลุมด้วยพลาสติกใสเจาะรูพอให้แมลงวันบินผ่านเข้าไปได้ นำมาตั้งดักจับแมลงวันให้เข้ามาตอม

3. ไม้ดอกและพืชสวนครัว
ใครที่รักการปลูกดอกไม้ ต้นไม้ หรือการจัดสวน อาจประยุกต์งานอดิเรกให้กลายมาเป็นวิธีไล่แมลงวันในบ้านแบบง่าย ๆ ได้อีกทาง โดยอาจเลือกปลูกไม้ดอกหรือพืชสวนครัวที่มีคุณสมบัติไล่แมลงอย่างกะเพรา โหระพา ดอกดาวเรือง หรือแคตนิป ก็ได้ทั้งนั้น

4. เปลือกมะนาว
เมื่อใช้มะนาวทำกับข้าวหรือเอาไปปรุงรสอาหารแล้วอย่าเพิ่งทิ้ง ให้นำเปลือกมะนาวเก็บไว้สำหรับไล่แมลงวันในบ้าน โดยรวบรวมเปลือกมะนาวประมาณ 20-25 ชิ้น ไปวางตรงบริเวณที่แมลงวันชอบบินมาไต่ตอมเป็นจำนวนมาก

5. น้ำมันยูคาลิปตัส
ของใช้ใกล้ตัวหรือเครื่องหอมที่มีส่วนผสมของน้ำมันยูคาลิปตัสก็มีส่วนช่วยในการกำจัดแมลงวัน โดยนำหยดน้ำมันยูคาลิปตัสลงบนริบบิ้นหรือแถบผ้าเล็ก ๆ พอประมาณ จนส่งกลิ่นหอมออกมา จากนั้นนำไปแขวนไปตรงประตูหรือข้างหน้า

ป้องกันแมลงวันไม่ให้เข้าบ้าน ทำได้อย่างไรบ้าง
นอกจากจะรู้วิธีไล่แมลงวันในบ้านแล้วนั้น การป้องกันแมลงวันไม่ให้เข้าบ้านก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อสุขอนามัยของสมาชิกในครอบครัวให้ห่างไกลจากพาหะนำโรค โดยเราสามารถทำได้ ดังนี้

เก็บของกิน
นำอาหาร ขนม และเครื่องดื่มเก็บไว้ในที่แห้ง อุณหภูมิพอดี และมิดชิด เช่น ตู้กับข้าว คลุมพลาสติกใส หรือใช้ฝาชีครอบ เป็นต้น

แยกขยะ
ควรแยกเศษอาหารไว้ต่างหากจากขยะประเภทอื่น มัดปากถุงนำไปทิ้งในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิดทุกวัน โดยเราอาจใช้ถังขยะแยกประเภทแทน เพื่อให้ทิ้งได้ง่ายขึ้น ไม่ปะปนในถังเดียวกัน

รักษาความสะอาด
หมั่นดูแลทำความสะอาดห้องน้ำ โรงจอดรถ และแปลงสวนหลังบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ

ดูดส้วม
การใช้บริการดูดส้วมเป็นประจำก็มีส่วนช่วยในการสร้างสุขอนามัยที่ดีให้กับคนในบ้าน ซึ่งช่วยทั้งเรื่องกลิ่นและความสะอาดของห้องน้ำไปในตัว ลดการเกิดส้วมเต็ม ซึ่งอาจทำให้เกิดกลิ่นและเป็นสาเหตุเรียกแมลงวันเข้าบ้านได้

รักษาสุขอนามัยสัตว์เลี้ยง
เปลี่ยนที่นอน ล้างทำความสะอาดพร้อมคว่ำภาชนะให้แห้ง รวมทั้งเก็บกวาดมูลสัตว์ให้เรียบร้อยในกรณีที่มีสัตว์เลี้ยงในบ้าน

ปิดประตู-หน้าต่างให้สนิท
ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท เพื่อไม่ให้แมลงวันจากข้างนอกบินเข้ามาในบ้านได้

สำหรับ วิธีไล่แมลงวันในบ้านด้วยวิธีธรรมชาติ ที่เรานำมานั้น หวังว่าจะเป็นวิธีที่ทุกคนนั้นสามารถนำไปใช้ได้  แม้ว่าแมลงวันจะเป็นแมลงตัวเล็ก ๆ ก็สร้างความรำคาญใจ รวมทั้งก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้หากไม่รู้จักวิธีไล่แมลงวันในบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ และนี่ก็เป็นเรื่องควรรู้และวิธีไล่แมลงวันฉบับชาวบ้านที่ทำได้ง่าย ๆ 

10 รายชื่อดอกไม้มีกลิ่นหอม ทั้งในตอนกลางวันและกลางคืน

สำหรับดอกไม้นั้นเป็นสิ่งสวยงามที่ผู้คนนิยมมอบให้กัน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความรักหรือความยินดี แต่ดอกไม้ก็ยังมีหลายประเภททั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ต่างๆ  วันนี้เราจึงได้รวมดอกไม้มีกลิ่นหอม ทั้งดอกไม้สีเหลือง ดอกไม้สีขาว ดอกไม้มงคล รวมถึงดอกไม้ไทยมีกลิ่นหอม ที่ส่งกลิ่นหอมในตอนกลางวันและกลางคืนมาฝากกัน 

1. ราชาวดี
อยากปลูกดอกไม้มีกลิ่นหอมสีขาว หอมแรง หอมเย็น หอมตลอดทั้งวัน ต้องปลูกต้นราชาวดี ที่เชื่อกันว่าเป็นต้นไม้ของพระราชา โดยต้นไม้ชนิดนี้เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีกิ่งแข็งเป็นกิ่งไม้เลื้อย แต่ไม่พันกัน มีดอกออกเป็นช่อยาวประมาณ 2-3 นิ้ว โดยแต่ละดอกจะใช้เวลาบานประมาณ 7-10 วัน 

ซึ่งการปลูกต้นไม้ชนิดนี้ก็ไม่ยาก เพราะไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน อีกทั้งยังสามารถโตได้กับดินทุกชนิด ดินค่อนข้างแล้งก็ยังได้ แต่หากปลูกในดินร่วนปนทรายจะดีที่สุด ส่วนเรื่องน้ำก็ไม่ต้องรดมาก เพราะต้นราชาวดีเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำมากเท่าไร ทว่าควรปลูกกลางแจ้ง เพื่อให้ต้นได้รับแสงแดดจัด ๆ ตลอดวัน ถ้าหากปลูกในที่ร่ม อาจไม่ค่อยออกดอก รวมถึงถ้าอยากให้ต้นราชาวดีดูดี ก็ควรตัดแต่งรูปทรงของต้นด้วย เพราะต้นไม้ชนิดนี้เป็นต้นไม้ที่ไม่ขึ้นเป็นรูปทรงสักเท่าไรนัก

2. จำปี

จำปี ไม้ยืนต้นขนาดกลาง ออกดอกเดี่ยว ยาวเรียว สีเหลืองครีมตามซอกใบ เป็นดอกไม้อันดับต้น ๆ ที่คนมักจะนึกถึงเวลาพูดถึงดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม ซึ่งนอกจากจะเด่นในเรื่องกลิ่นหอมฟุ้งเวลามีลมพัดผ่านแล้ว ดอกจำปียังนิยมเอามาร้อยมาลัยหรือใช้เป็นยาบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ บรรเทาอาการไอ และช่วยบำรุงหัวใจได้

ซึ่งถ้าหากคุณอยากจะปลูกต้นไม้ชนิดนี้ แนะนำให้เริ่มปลูกในช่วงปลายฤดูฝน เพราะการปลูกในช่วงปลายฤดูฝนจะช่วยให้ต้นเจริญเติบโตได้ง่าย ใช้เวลาเพียง 1 ปีหน่อย ๆ ก็ออกดอกแล้ว และในช่วงที่ปลูกอย่าลืมใส่ปุ๋ยคอกและรดน้ำทุกวัน วันละหนึ่งครั้ง หรือถ้าหากวันไหนอากาศแห้งแล้งหน่อย จะรดน้ำวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น ก็ไม่มีปัญหา แต่ควรระวังอย่าให้มีน้ำขังล่ะ

3. มะลิก้านแดง

มะลิก้านแดงเป็นไม้พุ่มเลื้อยขนาดกลาง เลื้อยได้ไกล 3-4 เมตร ออกดอกสีขาวเป็นช่อที่ปลายยอด มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ในตอนเย็นถึงตอนกลางคืน ออกดอกทั้งปี ทำให้คนไทยนำดอกมะลิก้านแดงไปสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยกันบ่อย ๆ แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เพราะดอกมะลิยังสามารถนำไปทำเป็นยาสมุนไพรแก้ปวดเมื่อยและเคล็ดขัดยอกได้ด้วย นอกจากนี้ต้นมะลิก้านแดงยังเป็นพืชที่มีชื่อเรียกหลายชื่อมาก ๆ เช่น พุทธชาดก้านแดง มะลิก้านยาว มะลิเขียว หรือมะลิฝรั่งเศส ถ้าเวลามีคนพูดชื่อเหล่านี้ที่ไหน ก็อย่าได้สับสนไป เพราะมันคือต้นเดียวกันนั่นเอง

4. พุดน้ำบุศย์, พุดน้ำบุษย์
พุดน้ำบุษย์ เป็นไม้พุ่มเตี้ย มีกิ่งก้านเยอะ แต่เปราะหักง่าย ออกดอกเดี่ยวอยู่ใกล้ปลายกิ่งตลอดทั้งปี แต่จะออกมากสุดในช่วงฤดูฝน ซึ่งในระยะที่ดอกบานแรก ๆ จะมีสีขาวนวลและส่งกลิ่นหอมฟุ้ง พอวันถัดมาก็จะค่อย ๆ กลายเป็นสีเหลืองและส่งกลิ่นหอมแรงตลอดทั้งวัน โดยจะหอมมากสุดในตอนค่ำ ๆ ซึ่งสามารถหอมได้ไกลถึง 2-3 เมตร ส่วนระยะเวลาในการบาน แต่ละดอกจะบานอยู่ประมาณ 7 วัน

พุดน้ำบุษย์เป็นพืชที่สามารถปลูกได้ทั้งในแปลงดินและในกระถาง อีกทั้งยังขยายพันธุ์ได้ทั้งการปักชำและตอนกิ่ง โดยจะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ซึ่งเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ และระบายน้ำได้ดี เนื่องจากต้นไม้ชนิดนี้ต้องรดน้ำทั้งเช้าและเย็น เพราะเป็นต้นที่ชอบความชื้น รวมถึงชอบแสงแดดจัด ๆ ตลอดทั้งวันด้วย

5. สเลเต

สเลเตหรือต้นมหาหงส์ เป็นไม้หัวล้มลุก มีเหง้าคล้ายขิง มีลำต้นอยู่ใต้ดิน ส่วนก้านใบโผล่ขึ้นมาเหนือดิน ดอกมีลักษณะเป็นช่ออยู่บริเวณปลายยอด ช่อละ 3-6 ดอก มีสีขาวนวลบริสุทธิ์หรือสีเหลืองแซม ออกเป็นช่อตลอดปี แต่เวลาบานไม่บานทั้งช่อ ค่อย ๆ ทยอยกันบาน  เป็นดอกไม้ที่จะเริ่มส่งกลิ่นหอมในเวลาเย็น ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่นิยมปลูกต้นสเลเตกันมาก

ซึ่งวิธีการปลูกที่นิยมที่สุด คือ การแยกหน่อ โดยสเลเตเป็นพืชที่ชอบพื้นดินชื้นแฉะหรือน้ำขัง แต่ก็สามารถปลูกในที่แห้งหรือในกระถางได้เหมือนกัน โดยต้องให้น้ำมากเป็นพิเศษ จึงจะออกดอกได้ดี

6. ประยงค์
ประยงค์ ไม้ดอกไม้ประดับที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีลำต้นเตี้ย กิ่งดก ใบดก เป็นพุ่มหนา มีดอกสีเหลืองสวย เป็นช่อสั้น ๆ ออกตามซอกใบ รูปร่างกลมเล็ก ไม่บาน ลักษณะคล้ายไข่ปลา มีกลิ่นหอมแรง หอมไกล โดยส่วนมากนิยมนำมาชงเป็นชาดื่มหรือใช้อบผ้าเพิ่มความหอม และนอกจากจะมีกลิ่นที่หอมแล้ว ต้นประยงค์ยังเป็นพุ่มสวย ทนทาน ปลูกง่าย อายุยืน ทำให้คนไทยนิยมปลูกต้นไม้ชนิดนี้กันมาก 

โดยเราสามารถปลูกต้นประยงค์ได้ทั้งการตอน การปักชำ และการเพาะเมล็ด แต่หากอยากให้ต้นไม่สูงใหญ่จนเกินไป รวมถึงออกดอกได้ดีตลอดทั้งปี แนะนำให้ขยายพันธุ์ด้วยการตอนและปักชำ อีกทั้งยังเหมาะจะทำในฤดูฝน เพราะอากาศไม่ร้อน และต้นไม้จะได้รับน้ำอย่างเต็มที่ด้วย 

7. บุหงาส่าหรี

พรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในหมู่เกาะบาร์บาโดส เป็นไม้พุ่มยืนต้นทรงกระบอกขนาดกลาง ออกดอกเป็นช่อตลอดทั้งปี ส่วนมากจะออกตรงกิ่งอ่อน มีสีขาว มีกลิ่นหอม โดยจะหอมมากในช่วงเย็น ๆ จนถึงกลางคืน แต่ในตอนเช้ากลิ่นจะจางลง และหายไปในช่วงบ่าย ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วดอกบุหงาส่าหรีค่อนข้างจะร่วงหลุดง่าย แต่คนก็ยังนิยมปลูก เนื่องจากบุหงาส่าหรีเป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ตายยาก โตเร็ว ทนในทุกสภาพดิน สามารถปลูกได้ทั้งในกระถางและในแปลงดิน ต้องการน้ำไม่มาก แต่ก็ต้องไม่ขาด ไม่งั้นใบจะเฉา และสุดท้ายต้นไม้ชนิดนี้สูงและโตไวมาก ดังนั้นจึงควรตัดแต่งกิ่งก้านบ่อย  ๆ เพื่อรักษารูปทรงและไม่ให้สูงจนเกินไปนัก 

8. สายหยุด
สายหยุด ไม้พุ่มรอเลื้อย มีดอกเดี่ยวสีเหลือง ออกตามซอกใบ โดยดอกจะบานและส่งกลิ่นหอมมาก ๆ ในตอนเช้า แต่พอตกสายหรือเมื่อเจออากาศร้อน กลิ่นก็จะค่อย ๆ หายไป โดยคนส่วนมากนิยมนำดอกสายหยุดมาปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับเพิ่มความสวยงามแก่บ้าน สร้างร่มเงาบังแดด บังฝน และนำไปทำน้ำมันหอมระเหย รวมถึงดอกสายหยุดยังมีฤทธิ์บำรุงหัวใจ แก้ไขหวัด ท้องอืด และอาการเวียนหัวด้วย

โดยวิธีการปลูกสายหยุดก็ทำได้ง่าย ๆ ทั่วไป ด้วยการเพาะเมล็ด เนื่องจากการปลูกด้วยวิธีนี้ให้ต้นใหญ่ กิ่งเยอะ อายุยืน ต่างจากวิธีอื่น ๆ ที่เสี่ยงทำให้ต้นตายง่าย ทว่าปลูกแล้วไม่ใช่ว่าสายหยุดจะออกดอกเลย ต้องใช้เวลารอสักหน่อย ประมาณ 3-4 ปี

9. สายน้ำผึ้ง
สายน้ำผึ้งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง ไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นไม้เถาเลื้อยทรงพุ่มขนาดเล็ก มีผลแบบเบอร์รีสีดำ ดอกมีสีขาว ทรงกรวย ยาว 4 เซนติเมตร โดยจะออกดอกเป็นช่อ ช่อละประมาณ 20 ดอก ส่งกลิ่นหอมสดชื่นตลอดทั้งปี ซึ่งนอกจากดอกสายน้ำผึ้งจะเป็นดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมตอนกลางคืนหรือช่วงค่ำ ๆ ไปจนถึงเช้าแล้ว ดอกไม้ชนิดนี้ยังสามารถนำไปทำยาช่วยขับพิษ นำไปเพิ่มรสหวานในขนมและเครื่องดื่ม แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิวและผมของสาว ๆ ได้ด้วย

 10. แก้วเจ้าจอม

แก้วเจ้าจอม เป็นไม้พุ่มทรงค่อนข้างกลม ขนาดกลาง ออกดอกเดี่ยวสีฟ้าอมม่วงหรือฟ้าคราม เป็นกระจุกประมาณ 3-4 ดอกที่ปลายยอด มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ และโดดเด่นด้วยความสวย อีกทั้งผงของดอกแก้วเจ้าจอมสามารถนำไปสกัดเป็นชาบำรุงกำลังได้

โดยต้นแก้วเจ้าจอมนิยมปลูกด้วยการเพาะเมล็ด เพราะมีการติดเมล็ดมาก อีกทั้งยังสามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด มีอายุยืน เลี้ยงง่าย แค่ขอให้โดนแดดเต็มวันและได้รับน้ำปานกลาง ทว่าหากคิดจะปลูกต้นแก้วเจ้าจอม ก็ควรระวังอย่าได้ปลูกใกล้ต้นไม้ชนิดอื่น ๆ เด็ดขาด เนื่องจากต้นไม้ชนิดนี้เป็นต้นไม้ที่โตช้า พอถึงเวลาโตแล้วดันมีต้นไม้อื่น ๆ มาบดบังก็อาจจะทำให้รูปร่างไม่เป็นพุ่ม เป็นทรงได้

เราก็ได้รู้กันแล้วว่า 10 รายชื่อดอกไม้มีกลิ่นหอม ทั้งในตอนกลางวันและกลางคืน นั้นมีอะไรบ้าง ดอกไม้มีกลิ่หอมนั้นอาจจะมีหลายชนิดมากกว่าที่เรานำมา บทความนี้เป็นเพียงการยกมาสิบชนิดเท่านั้น เพราะประเทศไทยของเรานั้นยังมีดอกไม้อีกมากมายให้เลือกปลูก หากบ้านใครมีพื้นที่เหลือๆ ก็อาจจะนำดอกไม้เหล่านี้ไปปลูกเพื่อเพิ่มความสวยงามก็ได้

ปัญหาบ้านรก ต้องจัดการยังไงดี 

ปัญหาโลกแตกสำหรับมนุษย์เมืองที่ต้องทำงานแทบทุกวัน ก็คงหนีไม่พ้น ปัญหาบ้านรก ต้องจัดการยังไงดี เพราะ หากคุณเป็นคนที่ต้องทำงานข้างนอกบ้านทุกวัน หยุดแค่วันเสาร์และอาทิตย์ เมื่อได้มีวันหยุดที่แสนสั้นคุณก็อยากจะพักผ่อนหรือทำธุระสำคัญอย่างเต็มที่ ดังนั้นถ้าจะให้ทำความสะอาดบ้านเพื่อไม่ให้บ้านรกอย่างจริงจัง ก็คงลืมไปได้เลย วันนี้เรามีเคล็ดลับง่ายๆ ในการทำความสะอาดบ้านหรือจะให้ง่ายกว่านั้นก็ทำบ้านให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องมาปวดหัวกับการทำความสะอาดบ่อยๆ อีกต่อไปแล้ว ใครอยากรู้บ้างว่าทำอย่างไร ตามมาดูกันได้เลย

1. เก็บของไว้ใต้เตียง
อยากจะบอกว่าพื้นที่ใต้เตียงนี่กว้างมากกว่าที่คุณคิดอีก ของที่ไม่ใช้แล้วหรือนานๆ ใช้ทีเอาใส่กล่องแล้วยัดไว้ใต้เตียงนี่แหละง่ายที่สุด แต่ควรทำความสะอาดใต้เตียงให้เรียบร้อยไร้ฝุ่นก่อนนะ เพียงคุณมีเตียงที่มีพื้นที่ว่างข้างใต้เตียงเยอะๆ ปัญหาบ้านรก ต้องจัดการยังไงดี ของท่านก้จะหมดไป

2. จัดทุกอย่างลงกล่อง
การทำความสะอาดที่ง่ายที่สุดคือจัดของที่ไม่จำเป็นลงกล่องแล้วปิดให้เรียบร้อย ประหยัดเวลาในการเก็บและหาของที่ต้องการได้ง่ายอีกด้วย กล่องใส่ของมีดีไซน์สวยๆ หลายแบบทั้งกล่องไม้ใบใหญ่แบบในภาพที่เอาวางไปปลายเตียงเพื่อเก็บหนังสือ ของเล่น หมอนหรือผ้าห่มที่ไม่ต้องการ ดีกว่าทิ้งไว้บนเตียงหรือโยนไว้ตามมุมต่างๆ ของบ้าน

3. จัดวางข้าวของให้เป็นระเบียบ
หากเราทำนิสัยให้เป็นคนจัดของให้เป็นระเบียบได้เราจะไม่ต้องเหนื่อยทำความสะอาดเลย เพราะการจัดของเข้าที่นั้นจะช่วยให้มีพื้นที่ใช้งานที่มากขึ้น จะหาของอะไรก็หาได้ง่าย ดูเรียบร้อยไม่รกตาและยังทำความสะอาดได้ง่ายอีกด้วย

 4. อย่าปล่อยให้กระจกขุ่นมัว
เมื่อไรที่กระจกมีฝุ่นจับหรือเป็นฝ้ามัวจะทำให้เรารู้สึกว่าบ้านสกปรกไปด้วย ทางที่ดีความทำความสะอาดกระจกไว้เลยเป็นอันดับแรกโดยเริ่มจากปัดฝุ่นด้วยไม้ขนไก่ ถ้ายังไม่สะอาดก็ใช้น้ำยาเช็ดกระจกแล้วใช้ผ้าแห้งหรือกระดาษหนังสือพิมพ์เช็ดอีกที ทีนี้กระจกจะใสปิ๊งจนรู้สึกว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

5. ใต้บันไดอย่าให้ว่าง
ใครว่าใต้บันไดเป็นพื้นที่สำหรับห้องน้ำเท่านั้น? เก็บของใต้บันไดอย่างมีดีไซน์แบบนี้ดูสิ เป็นตู้ลิ้นชักเลื่อนที่สามารถเก็บของใช้ต่างๆ เสื้อผ้าและรองเท้าได้อย่างเป็นระเบียบ รองเท้าเริ่มเยอะเมื่อไรก็จับมาใส่ตู้ใต้บันไดได้หมดเลย

6. อย่าสะสมของที่ไม่จำเป็น
เคยเป็นบ้างไหมนิสัยชอบหยิบหนังสือพิมพ์แจกฟรี ใบปลิวแล้วเอากลับมาวางรกๆ ไว้ที่บ้าน ขอบอกว่านี่แหละเป็นตัวการบ้านรก เอกสารที่อ่านแล้วและไม่ใช้ก็ควรแยกไว้เป็นกระดาษรีไซเคิลหรือจะรวมแล้วมัดเอาไว้จะได้ทิ้งง่ายๆ อีกด้วย

7. ซักผ้าม่าน
ผ้าม่านเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างสีสันบรรยากาศให้กับบ้าน แต่ก็เป็นตัวร้ายเช่นกันเพราะฝุ่นชอบไปเกาะสะสมกันที่ผ้าม่าน การใช้ไม้ขนไก่ปัดที่ผ้าม่านทุกวันจะช่วยให้เราไม่ต้องทำความสะอาดมากนัก แต่หากผ้าม่านอมฝุ่นแล้วก็คงต้องถอดออกมาซักให้หมดจดเสียแล้วล่ะ

8. ทำความสะอาดห้องน้ำทุกวัน
ห้องน้ำเป็นห้องที่สำคัญอีกห้องหนึ่งของบ้าน ควรเป็นห้องที่สะอาดที่สุดเพราะเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคเลยทีเดียว การทำความสะอาดห้องน้ำมักจะเป็นงานยาก เหนื่อยและใช้เวลามาก ดังนั้นเวลาอาบน้ำก็ขัดๆ ถูๆ พื้นห้องน้ำไปด้วย จะได้ไม่เปลืองแรงขัดหนักๆ อีกต่อไป

วิธีง่ายๆ เหล่านี้เป็นเคล็ดที่ไม่ลับสำหรับทุกบ้านที่เอาไว้ใช้เป็นแนวทางในการทำให้บ้านสะอาดได้ ลองทำดูแล้วรับรองคุณจะต้องชอบแน่นอน ปัญหาบ้านรก ต้องจัดการยังไงดี ก็จะหมดไป โดยไม่ต้องมีขั้นตอนที่ยุ่งยากเลย

วิธีเพิ่มความสุขให้กับการทำงานและปรับทัศนคติให้คุณรู้สึกไม่เบื่อหน่ายกับชีวิต

มนุษย์ทุกคนนั้นต้องทำงานเพื่อหาเงินไปใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งบางคนนั้นอาจจะเบื่อหน่ายกับทำงานเดิมๆมาเป็นเวลา 10 กว่าปี จะลาออกก็ต้องคิดหนักเพราะในเมื่อเรามีความมั่นคงแล้วถ้าออกไปมองหาที่อื่นคงต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกรอบ หากมีวิธีเพิ่มความสุขให้กับการทำงานและปรับทัศนคติให้คุณรู้สึกไม่เบื่อหน่ายกับชีวิตคงจะดีกว่าไหม วันนี้เราจึงมีวิธีเพิ่มความสุขให้กับการทำงานมาฝากกัน

1. วางแผนสิ่งที่จะทำในวันข้างหน้า
การทำอะไรต่างๆต้องมีการวางแผนก่อน สิ่งที่คุณทำอยู่ตอนนี้อาจจะดูเล็กๆ แต่ถ้าเราทำไปเรื่อยๆมันก็กลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้

2. คิดความตั้งใจของคุณ ว่าตั้งใจจะทำอะไรบ้าง
หาจุดมุ่งหมาย ความสำเร็จ ความสุขที่เราต้องการ เมื่อเวลาเราเหนื่อยหรือท้อ พอกลับมามองย้อนสิ่งที่เราตั้งใจจะทำอะไรไว้จะได้มีกำลังใจก้าวหน้าต่อไป

3. ลองนึกภาพดู ว่าคุณก็สามารถประสบกับความสำเร็จได้
วาดฝันการประชุมของคุณที่สำเร็จ มองภาพโครงการที่คุณคิดกำลังจะทำ

4. ขจัดสิ่งรบกวน ขณะที่คุณกำลังจะใช้ความคิด
สิ่งรบกวนเพียงนิดเดียวอาจทำให้เวลาที่คุณคิดอะไรที่สำคัญๆอาจจะมีไอเดียดีๆหลุดลอยหายไปก็ได้ ต้องจัดสรรความคิดให้เป็นระบบ เวลาทำงานที่ใช้ความคิดลองห่างไกลจากโทรศัพท์ อาจจะมีความคิดที่ดีๆเกิดขึ้นก็ได้

5. พูดคำชมเชย ชื่นชม คนรอบข้างของคุณ
เวลามีใครมาทำอะไรให้กับคุณที่ดีๆ หรือบุคคลอื่นในที่ทำงานที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมให้คุณพูดชมเชยเค้า การพูดชมเชย ชื่นชมนั้นสร้างโลกดีๆให้กับคุณเป็นการสร้างมิตร สร้างการมองโลกในแง่ดี ถ้าคุณคิดร้ายๆอิจฉากันคงไม่มีความสุขใช่มะ

6. ต่อสู้กับหัวหน้างานหรือลูกค้าของคุณ
การทำงานบางอย่างต้องพบปะกับบุคคลมากมาย บุคคลนั้นอาจมาเหวี่ยง มาพูดจาไม่ดีกับคุณ ดังนั้นจงระงับอารมณ์ของคุณไว้ซะ อย่าไปต่อร้องต่อเถียงยิ่งเราไปพูดจาโหวกเหวกโวยวายยิ่งเพื่มปัญหาเข้าไปอีก การที่เรานิ่งและหยุดเฉยยอมรับกับมันน่าจะดีที่สุด หรือถ้ามีคนมาติคุณและคุณก็ทำในสิ่งนั้นที่ไม่ดีจริงๆก็จงเอาคำตินั้นไปปรับปรุงเพื่อสร้างผลงานที่ดีขึ้น

7. ติดต่อหาเพื่อนฝูงซะบ้าง
การพบปะพูดคุยปรับสารทุกข์สุขดิบกะเพื่อนอาจทำให้คุณมีความสุขเพิ่มขึ้นมากก็ได้

8. เวลาเบื่อๆเซ็งๆ ลอง “ยิ้ม” ดูอาจจะดีขึ้น
การแสร้งความสุขขึ้นมาเองอาจทำให้คุณมีการมองโลกในแง่ดีเพิ่มยิ่งขึ้น เพื่อแค่คุณลองยิ้ม โลกของคุณก็อาจจะเปลี่ยนไปเลยก็ได้

9. ลองลุกออกไปจากเก้าอี้บ้าง
ขยับ ยืดเส้น ยืดสาย หาเวลาพักผ่อนให้คุณได้มีเวลาส่วนตัว ดีกว่ามัวแต่นั่งอยู่กับที่

10. แสดงความรักกับคุณที่คุณรัก
อาจเขียนคำขอบคุณ มอบความรัก กับพ่อ แม่ หรือคนที่คุณรัก รู้มั้ยการที่เราแสดงความรู้สึกดีๆแบบนี้ เราอาจได้รับความรักกลับมาเป็น 10 เท่าเลยด้วย วิธีนี้นี้เป็นวิธีเพิ่มความสุขง่ายๆที่ทุกคนสามารถทำได้ตลอด

11. พลังการทำงานของคุณนั้นมีมากในเวลากลางคืน
ลองหยุดเล่นโทรศัพท์ เอาหน้าห่างจากจอ แล้วมาอ่านหนังสือก่อนนอน คิดวางแผนการทำงานต่างๆแบบเบาๆในตอนก่อนนอนอาจมีความคิดดีๆเพิ่มขึ้นอีกเยอะ

12. ลองเขียนสิ่งที่คุณล้มเหลวหรือผิดพลาด ลงไปในกระดาษสักแผ่น
เมื่อคุณเขียนสิ่งที่มันพลาดไปแล้วทำให้คุณรู้จุดที่คุณผิดพลาดและไม่กลับไปทำมันอีก เป็นการย้อนมองตัวเองไม่ให้กลับไปทำในสิ่งที่แย่ๆ

พรมมีคราบฝังแน่น ทำความสะอาดอย่างไรให้เหมือนใหม่

พรมนั้นเป็นสิ่งที่กักเก็บสิ่งสกปรก โดยสิ่งสกปรกที่ว่าจะก่อปัญหาสุขภาพให้กับคนที่อาศัยอยู่ภายในบ้าน โดยเฉพาะกับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ มันสามารถเป็นต้นเหตุที่ทำให้อาการแย่ลงถึงขั้นวิกฤตเลยก็ได้ แต่ถ้าดูเพียงแค่ผ่านตา คุณอาจจะไม่คิดว่าพรมที่บ้านของคุณนั้นสกปรก

1. กำจัดคราบเลอะต่างๆ
1.1 หากเป็นคราบที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ให้ลองสังเกตุว่าบนพรมนั้นมีคราบอะไรที่ยังไม่ได้ฝังลึกหรือซึมเข้าไปในตัวพรมหรือไม่ ถ้ามีให้รีบทำความสะอาดทันที เช่น การนำผ้า ทิชชู่ หรือลูกขัดใยสังเคราะห์ (ด้านฟองน้ำ) มาซับน้ำที่เพิ่งหกลงไปบนพรม โดยอย่าปล่อยให้เศษอาหารหรือเครื่องดื่มซึมเข้าไปในพรมเด็ดขาด เพราะนอกจากที่คราบและกลิ่นจะฝังแน่นแล้ว เมื่อสิ่งสกปรกเหล่านั้นรั่วซึมไปถึงส่วนก้นของพรม มันก็จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดเชื้อราและแบคทีเรียต่างๆได้

ข้อแนะนำ : ถ้าคุณรู้ว่ามีคนในบ้านหรือแขกที่กำลังรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำใกล้กับพรมที่พื้นอยู่ แนะนำให้พวกเขาเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นเพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านั้นตกลงสู่พรม หรือหาอุปกรณ์ที่เสริม เช่น ที่รองแก้ว เพื่อป้องกันน้ำที่จะหกลงสู่พรม

1.2 หากเป็นคราบฝังแน่น มีความเข้มข้นสูง เช่น เลือด ให้นำผ้าหรือลูกขัดใยสังเคราะห์ (ด้านฟองน้ำ) ชุบน้ำบิดให้อยู่ในระดับเปียกหมาดๆ และค่อยๆ นำมาซับคราบที่ฝังแน่นออกโดยห้ามขยี้หรือขัด เพราะอาจจะทำให้พรมเกิดความเสียหายได้ การทำแบบนี้จะช่วยทำให้คราบฝังแน่นนั้นจางลง และทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นในขั้นตอนถัดๆไป

ข้อแนะนำ : เพื่อให้คราบที่ฝังแน่นลดน้อยลงที่สุด หลังจากทำตามวิธีด้านบนแล้ว ให้นำทิชชู่ (แบบที่ซึมซับน้ำได้ดี) มาวางไว้ ณ จุดที่เกิดรอยเปื้อน แล้วให้นำวัตถุที่มีความหนักมาวางทับทิชชู่นั้นไว้ เพื่อให้น้ำจากตัวพรม พร้อมกับคราบฝังแน่นถูกดูดขึ้นไปทิชชู่นั่นเอง

1.3  คราบเฉพาะจุดที่มาพร้อมกลิ่น หนึ่งสิ่งที่ช่วยขจัดคราบเฉพาะจุดได้ดีที่สุดก็คือน้ำโซดา โดยถ้าคุณเผลอทำน้ำผลไม้หรือไวน์หกลงไปบนพรม คุณสามารถเทน้ำโซดา (จำนวนไม่มาก) ลงไปบนพรม ปล่อยให้มันทำปฏิกิริยากับรอยนั้นสัก 10-15 วินาที และค่อยใช้ผ้าซับๆออก มันสามารถสลายคราบพร้อมกับกลิ่นที่มาจากสิ่งเหล่านั้นได้ด้วย

ข้อแนะนำ : ควรเทน้ำโซดาลงไปบนพรมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (½ – 1 ฝา) เพราะถ้าคุณเทมากเกินไป มันจะเหมือนน้ำที่ซึมลงไปด้านล้างสุดของพรม และทำให้เกิดเชื้อราได้

1.4 คราบหมึกซึม ถ้าคราบที่เกิดขึ้นบนพรมคือรอยหมึกจากปากกา แนะนำให้คุณลองใช้นมผสมกับแป้งข้าวโพด โดยหลังจากคุณทำการผสมในถ้วยให้เข้ากันแล้ว ให้เทมันลงบนคราบหมึก แล้วใช้แปรงสีฟันที่แห้งค่อยๆถูมันออกอย่างละเมียดละไม หมึกเหล่านั้นจะลอยขึ้นมาและซึมกลับไปที่ขนของแปรงสีฟัน

2. กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์
2.1 น้ำส้มสายชู น้ำส้มสายชูนั้นเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการกำจัดกลิ่นและคราบเล็กๆน้อยๆ และเพื่อไม่ให้พรมของคุณเต็มไปด้วยกลิ่นของน้ำส้มสายชู (ที่มากเกินไป) คุณจึงควรผสมน้ำสมสายขูเข้ากับน้ำเปล่าที่อัตราส่วน 1:1 ลงไปในขวดสเปรย์ และฉีดมันไปที่จุดที่มีคราบที่ส่งกลิ่น หลังจากนั้นค่อยนำผ้าแห้งค่อยๆซับมันออก

ข้อแนะนำ : คุณสามารถใช้น้ำส้มสายชูกำจัดคราบเล็กๆ รวมไปถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้เกือบทุกชนิด   

2.2 เบกกิ้งโซดา เป็นอีกหนึ่งของใช้ในครัวเรือนที่มีประโยชน์หลากหลายด้านมากๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการกำจัดกลิ่นที่ฝังแน่นบนพรม ซึ่งวิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ได้ผลดีมากเพื่อกำจัดกลิ่นที่เหม็นไปทั่วบ้านของคุณ เช่น กลิ่นควันบุหรี่ เพียงแค่คุณโรยผงเบกกิ้งโซดาลงไปบริเวณที่พรม ทิ้งไว้สัก 1-2 ชั่วโมง จากนั้นค่อยดูดฝุ่นอีกที เท่านี้กลิ่นฝังแน่นที่อบอวลไปทั่วบ้านก็จะหายไป

ข้อแนะนำ : คุณควรโรยผงเบกกิ้งโซดาเฉพาะบริเวณที่ส่งกลิ่นเท่านั้น เพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาด

2.3 มันฝรั่ง มันอาจจะดูเป็นสิ่งแปลกที่จะนำมาวางไว้บนพรม แต่จริงๆแล้ว มันฝรั่งนั้นมีสรรพคุณช่วยลดกลิ่นได้ เพียงแค่คุณขูดมันฝรั่งออกมาเป็นชิ้นๆและนำไปวางไว้บนพรม ปล่อยทิ้งไว้สัก 4-5 ชั่วโมง แล้วค่อยดูดฝุ่นหลังจากนั้น กลิ่นเหม็นต่างๆก็จะบรรเทาลง

ข้อแนะนำ : ในขั้นตอนสุดท้าย ควรใช้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นหรือเครื่องดูดฝุ่นที่มีแรงดูดสูง เพื่อทำความสะอาดให้หมดจด

3.ดูดฝุ่นและสิ่งสกปรกที่อยู่ในพรม
3.1 ใช้หุ่นยนต์/เครื่องดูดฝุ่นคุณภาพสูง การดูดฝุ่นนั้นเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการทำความสะอาดพรม (แต่ก็ต้องทำร่วมกับวิธีอื่นๆ ด้วย) และในการเลือกซื้อหุ่นยนต์นั้นสิ่งที่คุณต้องคำนึงถึงก็คือ

      – พลังการดูด : การดูดฝุ่นและสิ่งสกปรกที่มีขนาดเล็ก (เช่น เม็ดทราย) ที่ฝังแน่นอยู่ในพรม ถ้าพละกำลังการดูดของตัวเครื่องนั้นไม่เพียงพอ ก็จะไม่สามารถกำจัดสิ่งสกปรกที่อยู่ลึกๆได้ สิ่งที่คุณต้องการคือหุ่นยนต์/เครื่องดูดฝุ่นที่มีพลังการดูดที่แรงพอ 

     – ไส้กรองคุณภาพสูง : ยังมีเครื่องดูดฝุ่นบางประเภทที่ยังใช้ถุงเป็นที่กักเก็บฝุ่น และไม่มีไส้กรอง ทำให้ไม่สามารถกักเก็บฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีโอกาสที่ฝุ่นจะรั่วออกมาจากตัวถุงได้

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นหรือเครื่องดูดฝุ่นนั้น ทั้งสองก็มีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกันไป ซึ่งคุณสามารถเข้าไปอ่านบทความนี้ เพื่อศึกษาข้อมูลและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อ

3.2 ดูดฝุ่นเป็นประจำทุกสัปดาห์ คุณก็ควรกำหนดวันที่จะดูดฝุ่นและทำความสะอาดพรมอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงสัปดาห์ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้เกิด เชื้อรา แบคทีเรีย รวมไปถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ฝังแน่น

3.3 ทำความสะอาดเป็นประจำทุกวันในบริเวณที่มีการใช้งานบ่อย ถ้าที่บ้านหรือที่ทำงานของคุณมีพื้นที่ที่ใช้พรมปูพื้นเป็นแนวยาว แน่นอนว่าผู้คนภายในบ้านหรือที่ทำงานก็มีโอกาสเดินผ่านและใช้งานมันเป็นประจำทุกวัน ดังนั้นในตอนท้ายของแต่ละวัน คุณควรดูดฝุ่นเพื่อรักษาความสะอาดของพรมไว้ ไม่อย่างนั้นพื้นที่บริเวณที่นำพรมไปวางอาจจะเกิดกลิ่นอับ และทำให้อากาศภายในบริเวณนั้นแย่ลงได้

สรุป
แม้ว่าคุณจะรู้วิธีการจัดการกับสิ่งสกปรกที่อยู่ข้างในพรมแล้ว แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ พฤติกรรมที่ดีของคนในบ้านหรือที่ทำงาน ซึ่งถูกสร้างขึ้นได้ เช่น การกำหนดกฎระเบียบเพื่อให้ทุกคนถอดรองเท้าก่อนที่จะเดินเข้ามาในพื้นที่ส่วนที่เป็นพรม หรือให้พวกเขาเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเมื่อนำอาหารและเครื่องดื่มเข้ามาในบริเวณนั้น พฤติกรรมที่ดีที่เหล่านี้จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการทำความสะอาด และเพิ่มเวลาว่างให้คุณได้ทุ่มเทในสิ่งที่คุณรักมากขึ้น

บำรุงริมฝีปากของคุณ ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ

นอกจากเรื่องผิวหน้าที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ให้ความสำคัญแล้ว การดูแลริมฝีปากให้ดูมีสุขภาพดี เนียนนุ่มชุ่มชื้นก็เป็นเรื่องที่ต้องดูแลเช่นกัน การที่เราสวยอย่างเดียวแต่ปากไม่ชุ่มชื่นนั้นก็อาจจะทำให้เราหมดเสน่ห์ไปได้ วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับเพื่อบำรุงริมฝีปากของคุณให้ดูมีเสน่ห์และน่ามองมาฝาก

  • ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว เพื่อบำรุงริมฝีปากให้ชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน ป้องกันการลอกแตกเป็นขุยๆ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีธรรมชาติที่ไม่ได้ดีต่อริมฝีปากเท่านั้น แต่ดีต่อสุขภาพร่างกายของเราด้วยนะคะ
  • สครับริมฝีปากสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง โดยเลือกใช้สครับสำหรับขัดปากที่มีขายทั่วไป หรืออาจจะใช้นำผึ้ง น้ำตาล และวาสลีน อย่างละครึ่งช้อนชา นำมาผสมกันแล้วนำไปนวดๆ วนๆ ให้ทั่วริมฝีปาก ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นให้ใช้สำลีชุบน้ำเช็ดออกเบาๆ
  • บำรุงด้วยลิปบาล์มหรือทาลิปมันเป็นประจำ ทาลิปบาล์มที่มีส่วนผสมให้ความชุ่มชื่นอย่างกลีเซอรีน หรือสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซีและอี ช่วยบรรเทาริมฝีปากที่แตกได้
  • หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้ปากดำ เช่น ลิปสติกที่ทำให้เกิดการแพ้ เผชิญแสงแดดแรงๆ โดยไม่ทาลิปที่มีสารป้องกันแสงแดด การสูบบุหรี่เป็นประจำ หรือแม้กระทั่งการเลียริมฝีปากบ่อยๆ
  • ใช้แปรงสีฟันเป็นตัวช่วย หลังจากแปรงฟันเสร็จแล้ว ให้ใช้แปรงสีฟันค่อยๆ ถูไปมาแบบเบาๆ บริเวณริมฝีปากทั้งบนและล่างเป็นประจำทุกวัน เพื่อเป็นการช่วยขจัดเซลล์เก่าที่ตายแล้วออกไป ให้เผยผิวใหม่ทำให้ปากดูอมชมพูมากขึ้น

เพราะริมฝีปากก็เป็นส่วนหนึ่งในร่างกายที่เราควรดูแล และบำรุงให้นุ่มเนียน ชุ่มชื้นดูสุขภาพดีอยู่เสมอ ยังไงอย่าลืมนำเคล็ดลับที่นำมาฝากกัน ลองไปทำตามดูนะ เพื่อความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ยากเลยใช่ไหมกับการดูแลริมฝีปากของเราให้ชุ่มชื่น ฉะนั้นห้ามมองข้ามเจ้าปัญหาริมฝีปากแห้งแตกเด็ดขาด

เพื่อนแท้นั้นต้องวัดจากอะไร

     ในชีวิตของเรานั้นมีช่วงเวลาที่ผ่านมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่วงสมัยอนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย หรือช่วงที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหน เราก็มักจะมีเพื่อนสักคน หรืออาจจะหลายคนในช่วงเวลานั้นๆ แต่เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเพื่อนคนไหนนั้นเป็นเพื่อนแท้สำหรับเรา เพราะเพื่อนแท้นั้นวัดกันจากระยะเวลาที่คบ หรือวัดจากเรื่องที่ทำให้รู้จักกันไม่ได้ เพราะเพื่อนแท้นั้นต้องวัดจากความจริงใจ และความหวังดี ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่ดี ก็สามารถแปรเปลี่ยนมาเป็นเพื่อนแท้ได้ เพราะมันไม่มีคำนิยามว่าเพื่อนแท้จะต้องมาจากที่ไหน

1. เชื่อใจกันและกัน

เคยเป็นกันไหมบางวันอาจมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น หรือมีเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามานับครั้งไม่ถ้วน เรื่องราวเหล่านั้นอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคุณ หรือเป็นเรื่องราวที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไร การมีเพื่อนแท้อยู่ข้างๆ คอยเชื่อใจกันไม่คล้อยตามในสิ่งที่หลายคนมองว่าคุณผิด คอยให้กำลังใจอยู่เสมอ ถือเป็นเรื่องราวดีๆ และทำให้เรามีกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ เขาจะคอยปกป้องคุณในวันที่สาวๆ อาจทำอะไรผิดพลาดไป เมื่อหันไปแล้วก็ยังมีเพื่อนคนนี้อยู่ นั่นถือเป็นเรื่องราวดีๆ ในชีวิต

2.คอยเติมพลังบวกให้กัน

ทุกคนคงเคยมีวันที่รู้สึกเหนื่อย ท้อ หมดกำลังใจ ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหนก็ดูเหมือนจะมีแต่ปัญหา ถ้าเจอแบบนี้คงทำให้จิตใจห่อเหี่ยวไม่น้อยเลยนะคะสาวๆ แต่จะดีแค่ไหนหากวันนั้นของคุณหันไปแล้วเจอเพื่อนคนหนึ่งคอยให้กำลังใจ เป็นเหมือนพลังบวกให้ อาจจะด้วยคำพูดที่ให้กำลังใจ การพาไปกินของอร่อยๆ ด้วยกัน หรือแม้กระทั่งการอยู่ข้างๆ ในวันที่แย่เหล่านั้น สิ่งนี้จะสามารถช่วยให้สาวๆ มีกำลังใจขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ

3.อยู่เคียงข้าง และคอยสนับสนุนสิ่งต่างๆ

หลายครั้งที่เราต้องการเพียงใครสักคนที่คอยซัพพอร์ตในสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ เช่น เปลี่ยนงานใหม่ การเลือกแฟน หรือแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการซื้อของใช้ เพื่อนที่ดีจะคอยเชียร์เป็นแรงใจ คอยสนับสนุนสิ่งต่างๆ เหล่านี้ และไม่ว่าสิ่งนั้นจะยิ่งใหญ่หรือเป็นเรื่องเล็กน้อย ก็ไม่เคยจากไปไหน แถมยังเป็นกำลังใจที่ดีให้เราอีกด้วย

4.พากันไปทางที่ดีขึ้นเพื่อพัฒนาตัวเอง

หากสาวๆ เป็นอีกคนที่รู้สึกอยากพัฒนาตัวเอง และอยากก้าวออกจาก Comfort Zone อะไรเดิมๆ ที่เป็นอยู่ แต่ยังไม่มีความมั่นใจและไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหน การมีเพื่อนที่ดีเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะเขาจะพาเราก้าวข้ามความกลัวไปสู่อะไรใหม่ๆ และเมื่อไรที่รู้สึกไม่มั่นใจในการกระทำบางอย่าง การมีเพื่อนที่คอยสนับสนุนอยู่ข้างๆ หรือมีเพื่อนที่คอยทำให้เราพัฒนาตัวเองไปด้วยกัน จะช่วยเรียกความมั่นใจได้เป็นอย่างดีเลย

5.พร้อมรับฟังปัญหาของคุณ

ในวันที่เจอกับปัญหาเข้ามาอย่างหนัก ไม่ว่าจะเรื่องงาน เงิน ความรัก สารพัดปัญหาที่เข้ามาอย่างไม่รู้จบ ถ้ามีเพื่อนสักคนคอยรับฟัง และเป็นกำลังใจให้ มันคงเป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่น้อยเลยใช่ไหม ดังนั้นเพื่อนที่ดีจะคอยเป็นกำลังใจ และรับฟังปัญหาของคุณอยู่เสมอ ซึ่งไม่ใช่การฟังอย่างผ่านๆ ให้จบไปนะคะ แต่เป็นการตั้งใจฟังจริงๆ และช่วยกันแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้สาวๆ ไม่รู้สึกว่าต้องเผชิญปัญหาอยู่เพียงลำพัง เพราะการมีเพื่อนที่ดี มันช่วยทำให้เราผ่านสิ่งเหล่านี้ไปได้

6.คอยปรับตัวเข้าหากันอยู่เสมอ

เชื่อว่าแต่ละคนย่อมมีอุปนิสัยที่แตกต่างกันออกไป คงมีเรื่องที่เราชอบและสิ่งที่เราไม่ชอบอยู่ในตัวเองกันอยู่แล้วใช่ไหมคะ ซึ่งเพื่อนของเราก็เช่นกัน บางครั้งนิสัยสาวๆ กับเพื่อนอาจมีบางเรื่องที่ไม่ตรงกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ทั้งคู่เป็นเพื่อนกันอยู่ได้คือ การปรับตัวเข้าหากันอยู่เสมอ เพราะคงไม่มีอะไรที่ถูกใจเราไปหมดทุกอย่าง ดังนั้นการที่เราปรับตัวเข้าหากัน ถือเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์เลย

7.ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน

ใครว่าเพื่อนจะต้องอยู่ในเวลาที่เรามีแต่ความสุขเท่านั้น ความจริงแล้วถ้าเราอยากรู้ว่าใครเป็นเพื่อนแท้ ให้ลองมองว่าช่วงเวลาที่เราจมกับความทุกข์มีใครที่อยู่ตรงนั้นกับสาวๆ บ้าง อาจไม่ใช่ทุกช่วงเวลาที่เป็นทุกข์ แต่ก็เป็นส่วนใหญ่ที่อยู่ด้วยกัน ไม่ใช่อยู่ด้วยเฉพาะเวลามีความสุขเท่านั้น ดังนั้นเพื่อนแท้จะอยู่กับเราในทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นตอนมีความสุข หรือตอนที่พบเจอปัญหา

8.ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

เมื่อถึงเวลาที่เกิดปัญหาหรือเวลาที่มีเรื่องต้องการความช่วยเหลือ สังเกตกันหรือเปล่าคะมักจะมีคนคนหนึ่งที่คอยยื่นมือเข้ามาช่วยเราอยู่เสมอและมันจะเป็นคนเดิมๆ จนบางครั้งเราแทบไม่ต้องขอความช่วยเหลือเลย แต่เพื่อนคนนี้จะรู้ทันทีเมื่อเวลาเกิดปัญหาขึ้น ดังนั้นอีกหนึ่งสิ่งที่คนเป็นเพื่อนแท้จะมีคือ คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ

9.มีความเกรงใจให้กันอยู่เสมอ

สุดท้ายแล้วเพื่อนแท้ยังคงต้องมีความเกรงใจ เว้นช่องว่างให้กันอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่าสนิทกันแล้วจะสามารถพูดจาทำร้ายจิตใจ หรือทำอะไรก็ได้ตามใจตัวเอง สิ่งหนึ่งที่ต้องมีเลยคือ ความเกรงใจให้กัน แต่ไม่ใช่ว่าสูญเสียความเป็นตัวเอง หรือทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวตนนะคะ เพียงแต่จะทำอะไรให้รักษาน้ำใจกัน และคิดถึงความรู้สึกอีกฝ่ายอยู่เสมอนั่นเอง

     ทั้งหมดนี้เป็นเพียงพื้นฐานของมิตรภาพความสัมพันธ์เท่านั้น ซึ่งในชีวิตจริงสาวๆ ยังต้องพบเพื่อนอีกมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่จะเป็นตัวคัดกรองเพื่อนแท้ในชีวิต คงหนีไม่พ้นเรื่องของระยะเวลานั่นเอง ดังนั้นเวลาจะเป็นคำตอบเองว่าใครคือเพื่อนแท้ของเรา

หลีกเลี่ยง 10 นิสัยแย่ๆ ถ้าอยากประสบความสำเร็จในชีวิต

    ไม่ว่าใครๆ ก็อาจจะรู้จักคำว่าสำเร็จ แต่จะมีสักคนกี่คนที่อยากได้ความสำเร็จแล้วทำได้สำเร็จ เพราะจริงๆแล้วความสำเร็จนั้นย่อมมากจากความพยายาม จากนิสัยและพฤติกรรมของตัวเอง และกว่าจะทำอะไรได้สำเร็จนั้น เราต้องมาดูว่าเรานั้นควรจะหลีกเลี่ยง 10 นิสัยแย่ๆ ถ้าอยากประสบความสำเร็จในชีวิต

1.มองโลกในแง่ลบ
ทุกการกระทำมักเริ่มจากความคิดของคุณเป็นหลัก ถ้าความคิดเริ่มต้นเป็นความคิดติดลบมองโลกในแง่ร้ายไปเสียหมด ก็ย่อมทำให้ชีวิตของคุณไม่มีความสุข นั่นย่อมส่งผลถึงการกระทำต่างๆได้ แต่หากคุณมองโลกในแง่ดี มองสิ่งร้ายๆที่เกิดขึ้น หรือความผิดพลาดเป็นเสมือนเป็นบทเรียนอันล้ำค่า นอกจากจะทำให้คุณได้บทเรียนจากความผิดพลาดแล้ว ยังทำให้ชีวิตคุณมีความสุขและมีกำลังใจในการช้ชีวิตขึ้นอีกเยอะ อยากประสบความสำเร็จก็ลองปรับเปลี่ยนมุมมองกันนะ

2.ผลัดวันประกันพรุ่ง
สิ่งยุติธรรมของโลกใบนี้ที่ทุกคนมีเท่าเทียมกันไม่ว่าจะยากดีมีจนคือเวลา หลากหลายคนที่ประสบความสำเร็จทริคลับคือการวางแผนจัดการเวลา และลงมือทำให้มันเป็นจริง แต่สำหรับหลายๆคนที่เพ้อฝัน มีความคิดริเริ่มจะทำสิ่งต่างๆ มากมาย แต่มักใช้คำพูดติดปากว่าเดี๋ยวก่อนพรุ่งนี้ค่อยลงมือทำ แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำลงฝันให้เป็นจริงสักที หากคุณอยากทำให้บางสิ่งเป็นจริงถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้ แล้วเมื่อไหร่จะพบกับความสำเร็จละ

3.ไม่กระหายเรียนรู้/ขี้เกียจ
โลกใบนี้หมุนเปลี่ยนไปทุกวัน แถมผู้คนที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ก็มีหลากหลายล้านคน แต่ถ้าหากคุณทะนงตัวเปรียบเสมือนเป็นน้ำเต็มแก้วที่ไม่แรงบันดาลใจ หรือกระหายในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆแล้วละก็ นั่นหมายถึงคุณหยุดพัฒนาเพิ่มมูลค่าให้ตัวเองไปเสียแล้ว อย่าลืมว่าคุณที่ประสบความสำเร็จต้องมีความรู้ เท่าทัน และต้องก้าวนำคนอื่นอยู่เสมอ คุณสมบัติเหล่านี้ย่อมนำให้ชีวิตของคุณพบเจอกับความสำเร็จได้ไม่ยาก

4.หัวดื้อไม่รับฟังคนอื่น
คนที่ประสบความสำเร็จต้องรับฟังข้อติเตียน หรือข้อเสนอจากคนรอบข้าง แต่รับฟังคนรอบข้างในที่นี้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานทางสายกลางและเป็นไปตามจุดยืนของคุณด้วย การรับฟังคนรอบข้างมากจนเกินไป จนทำให้คุณเปลี่ยนจุดยืนในการทำสิ่งนั้นโดยสิ้นเชิง หรือนำข้อติชมมาคิดเสียใจ และจมปลักอยู่กับความคิดเป็นลบก็จะทำให้ใจเป็นทุกข์ก็ไม่เป็นผลดีทั้งสิ้น ดังนั้นลองเปิดใจรับฟังข้อเสนอ โดยใช้ข้อมูลต่างๆ และจุดยืนของคุณมาคิดวิเคราะห์ในแต่ละข้อร่วมกันไปด้วยจะดีที่สุด

5.จมปลักอยู่กับอดีต
มีผู้คนมากมายจมปลักอยู่กับอดีตและไม่ยอมก้าวข้ามไปข้างหน้า หรือบางคนที่เพ้อฝันไปถึงอนาคตโดยไม่ลงมือทำก็ถือเป็นคุณสมบัติของผู้ล้มเหลว บางครั้งอดีตที่หอมหวานหรืออดีตที่ขื่นชมเป็นสิ่งที่ผ่านมาและไม่สามารถย้อนไปแก้ไขอะไรได้แล้ว แต่คุณยังมีวันนี้ในการแก้ไขและทำให้อนาคตกลายเป็นสิ่งหอมหวานและไปสู่ความสำเร็จได้ ขึ้นอยู่กับคุณพร้อมและกล้าจะลงมือทำมันหรือเปล่า

6.ยอมแพ้ง่ายๆ
ความสำเร็จเป็นสิ่งที่ไม่ได้ใช้เวลาเพียงวันหรือสองวัน แต่ต้องใช้ความอุตสาหะและความพากเพียรอย่างยิ่งยวด ดังคำที่กล่าวว่า ความสำเร็จไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกกุหลาบ แต่เต็มไปด้วยความล้มเหลวและอุปสรรคมากมาย หากคุณกำลังทำบางสิ่งและพบเจอกับความล้มเหลว อย่าได้ท้อใจหรือสิ้นหวัง แต่จงใช้ความล้มเหลวเหล่านั้นเป็นบทเรียน และอย่าได้ยอมแพ้เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมาย แต่หากคุณกำลังท้อ ก็ลองมองกลับไปถึงความรู้สึกวันแรกที่คุณลงมือทำ หรือลองมองไปถึงอนาคตว่าถ้ามันสำเร็จขึ้นมาจริงๆ คุณจะรู้สึกดีใจเพียงไหน หรือลองพักเบรคเติมแรงใจแรงไฟแล้วเริ่มลงมือทำต่อไปเพื่อให้ความสำเร็จเป็นจริง

7.พูดมากกว่าลงมือทำ
ลองพูดให้น้อย แต่ลงมือทำให้มากขึ้นสิ อย่าได้เสียเวลาในการโอ้อวดให้มากความ เพราะคำพูดที่ปราศจากการกระทำไม่สามารถทำให้คุณพบเจอกับประตูแห่งความสำเร็จได้ มีผู้คนที่พบเจอความล้มเหลวมากมายใช้เวลาในแต่ละวันในการคุยโวโอ้อวด แต่คนที่ประสบความสำเร็จของจริง มักใช้เวลาในการโฟกัสเป้าหมายและลงมือทำมากกว่า คราวนี้คุณเลือกได้แล้วว่าจะพูดหรือจะลงมือทำ

8.ควบคุมอารมณ์ไม่เป็น
วุฒิภาวะทางอารมเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีความสำคัญมากในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ท่ามความกลางวุ่นวายและความน่าหงุดหงิดต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวย่อมทำให้คุณสามารถมีความหงุดหงิด อารมณ์เสียได้อย่างง่ายดาย ยิ่งการทำงานร่วมกับคนหมู่มาก การมีสติ ควบคุมอารมณ์และมีความยั้งคิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเป็นตัวบ่งบอกความเป็นมืออาชีพและการรับมือต่อความกดดันได้ดีหรือไม่ เพราะเชื่อเถอะแค่การควบคุมสติและอารมณ์ก็ถือเป็นปัจจัยทำให้คุณไปสู่ความสำเร็จได้เช่นกัน

9.อยู่ในสิ่งแวดล้อมแย่ๆ
การพาตัวเองไปอยู่ในสังคม สิ่งแวดล้อมที่ดี ทำให้คุณสามารถพาตัวเองไปสู่เป้าหมายความสำเร็จในด้านดีๆได้เช่นกัน แต่หากพาตัวเองไปอยู่กับสังคม ผู้คน หรือสิ่งแวดล้อมแย่ๆ ก็อาจทำให้คุณลุ่มหลงและถูกกลืนกินเข้าสู่สังคมหรือเป็นไปในแบบผู้คนในลักษณะอย่างนั้นอย่างง่ายดาย ดังคำสุภาษิตไทยที่ว่า คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล

10.ขาดการวางแผนชีวิต
ความสำเร็จเริ่มต้นที่การวางแผน การร่างแผนต่างๆ ให้เป็นระบบระเบียบ นอกจากจะช่วยให้คุณทำงานและดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน ช่วยลดเวลาในการทำสิ่งต่างๆ อย่างไม่พลาดหรือหลงลืมอะไรไป ก็ทำให้คุณทำสิ่งนั้นได้อย่างสำเร็จโดยง่ายขึ้น การวางแผนยังหมายถึงการวางแผนในการใช้ชีวิตด้วย เช่น การวางแผนการอดออม การวางแผนการทำงาน หรือการวางแผนในการใช้ชีวิตต่างๆอย่างเป็นระเบียบแบบแผน ในกรณีที่เกิดเรื่องไม่คาดคิด คุณก็สามารถงัดแผนเหล่านั้นมาแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

เคล็ดลับ แต่งห้องนอนอย่างไรให้หลับสบาย

     การจัดตกแต่งห้องนอนให้สวยงามนั้น ไม่ใช่เพียงแต่ให้ความสวยงาม สบายตาเท่านั้น แต่ช่วยให้เรามีความสุข หรือหายจากอาการเหนื่อยล้าหลังจากไปเจออะไรต่างๆมาทั้งวันด้วย เพราะการตกแต่งห้องนอนให้สวยงามนั้น ก็เหมือนเป็นบ้านที่แสนอบอุ่นของเรา วันนี้เราจึงมี เคล็ดลับ แต่งห้องนอนอย่างไรให้หลับสบาย มาฝากกัน หากเราหลับสบายก็จะเหมือนเราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และมีพลังให้เราได้ใช้ชีวิตในวันต่อไป

1. ควรใช้สีโทนเย็นแต่งห้อง
     เพราะโทนสีนั้นถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการแต่งห้องนอนที่สามารถส่งผลต่ออารมณ์และจิตใจของผู้อยู่อาศัยได้ ยิ่งโดยเฉพาะคนที่นอนไม่ค่อยหลับด้วยแล้ว การใช้สีโทนเย็น (Cool Colors) แต่งห้อง จะช่วยสร้างความรู้สึกสงบ ปลอดภัย และผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าที่เผชิญมาในแต่ละวันได้มากกว่าสีโทนร้อน (Warm Colors) ซึ่งมักเป็นกลุ่มสีที่จะกระตุ้นอารมณ์และความรู้สึกให้ตื่นตัว กระฉับกระเฉงอยู่ตลอดเวลา

     สำหรับสีโทนเย็นที่ผู้คนนิยมนำมาแต่งห้องนอนก็มีตั้งแต่สีฟ้า สีน้ำเงิน และสีเขียว ซึ่งเป็นสีที่ดวงตาของมนุษย์สามารถมองเห็นได้โดยตรงจาก Retina จึงไม่แปลกที่เราจะรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้มองสีเขียวนั่นเอง

2. ควรหลีกเลี่ยงการวางทีวีในห้องนอน
     สาเหตุที่ต้องเลี่ยงการวางทีวีเอาไว้ในห้องนอนเป็นเพราะแสงจากจอทีวีจะไปรบกวนการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งทำหน้าที่ควบคุมนาฬิกาชีวภาพในร่างกายมนุษย์ได้ ดังนั้นถ้าไม่อยากถูกรบกวนให้นอนไม่หลับ ควรเลือกตั้งทีวีไว้บริเวณอื่นหรือกั้นโซนระหว่างพื้นที่ดูทีวีกับห้องนอนก็จะดีที่สุด

3. ควรเลือกหลอดไฟที่ให้ค่าสีเหมาะสม
     แสงไฟในห้องที่สว่างจ้ามากเกินไปก็อาจรบกวนการนอนหลับได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นสำหรับห้องนอนจึงควรเลือกหลอดไฟที่ให้ค่าสีของแสงระหว่าง 2700K – 4000K  ซึ่งเป็นค่าสีที่ให้ความสบายตาและช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เหมาะสมแก่การพักผ่อน

4. ควรปลูกต้นไม้
     การปลูกต้นไม้นอกจากจะช่วยสร้างความผ่อนคลายและเติมพื้นที่สีเขียวให้กับภายในห้องนอนแล้ว ต้นไม้บางประเภทยังช่วยดูดซับสารพิษและฟอกอากาศภายในห้องอย่างเช่น ต้นลิ้นมังกรที่จะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และคายออกซิเจนให้แก่เราในเวลากลางคืน จึงทำให้เรารู้สึกหลับสบายตามมานั่นเอง

ใครที่กำลังพบกับปัญหานอนไม่ค่อยหลับ ลองนำเคล็ดลับ แต่งห้องนอนอย่างไรให้หลับสบาย ของเราไปประยุกต์ใช้ได้เผื่อจะช่วยให้การนอนหลับนั้นทำได้ง่ายและสบายมากยิ่งขึ้น และจะได้นอนหลับเต็มอิ่ม ไม่รู้สึกว่านอนเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ