สิ่งที่ควรรู้ก่อนทำประกันโควิด-19

เรื่องกังวลใจสามารถเกิดขึ้นได้มากมาย แต่ถ้าเป็นตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้น เรื่องไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่ข่าวผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ใครหลายคนรู้สึกพะวงอยู่ไม่ใช่น้อย ดังนั้นเราจะเห็นว่าสิ่งหนึ่งที่ออกตามมาติดๆ เลยคือ ประกันโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นจากทางบริษัทประกันที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้ว หรือจากประกันเจ้าอื่นๆ ที่บางครั้งเราอาจไม่ค่อยคุ้นเท่าไร และจากธนาคารต่างๆ อย่างมากมาย

ซึ่งหากดูเผินๆ แล้วทุกที่ก็คงไม่ต่างกันมากเท่าไร แล้วเราจะเอาอะไรมาตัดสินว่า เราควรซื้อประกันโควิด-19 จากที่ไหนดี วันนี้เราจึงมี สิ่งที่ควรรู้ก่อนทำประกันโควิด-19 มาฝากกัน

ประกันโควิด-19 คืออะไร จำเป็นกับเราแค่ไหน
ประกันโควิด-19 มาหลังจากที่ข่าวไวรัสโคโรนาแพร่ระบาดไปทั่วโลก อย่างที่เป็นข่าวกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งบริษัทที่มีการเปิดให้ทำประกันตัวนี้ก็มีอย่างมากมาย จนหลายคนเกิดข้อสงสัยว่าตนเองต้องทำประกันโควิด-19 หรือยัง 

ขอบอกว่าสำหรับกลุ่มคนที่ควรทำประกันตัวนี้ จะเป็นกลุ่มคนที่ต้องเสี่ยงกับการเผชิญกับโรคนี้ คือ คนที่ต้องใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะบ่อยๆ เช่นคนที่ใช้บริการขนส่งมวลชน คนที่ทำงานในเมือง หรือทำงานอยู่สถานที่แออัด ชุมชน และกลุ่มคนที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยตรง ที่สำคัญเลยคือผู้สูงอายุ เพราะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่ากลุ่มคนอื่นๆ แต่สำหรับคนไหนที่มีการซื้อประกันสุขภาพที่ครอบคลุมไปถึงค่ารักษาและโรคร้ายแรงอยู่แล้ว (แม้ว่าจะเป็นโรคอุบัติใหม่ก็ตาม) อาจไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำประกันโควิด-19 สักเท่าไร

บริษัทประกัน แตกต่างกันอย่างไร
สำหรับราคาของตัวประกันโควิด-19 เอง ราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ประมาณตั้งแต่ 300 บาท ไปจนถึง 900 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่ไม่สูงมากจนไปเกินไป ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะมีกรมธรรม์ที่แตกต่างกันออกไป ประกอบไปด้วยแบบแผน 3 แบบ บางบริษัทจะให้เราถือกรมธรรม์ได้มากกว่า 1 เล่ม แต่บางบริษัทก็สามารถถือแผนกรมธรรม์ได้มากกว่า 1 แผนค่ะ นอกจากนี้ยังต้องดูเรื่องของระยะเวลาด้วย เพราะประกันบางตัวเมื่อทำแล้วสามารถอนุมัติกรมธรรม์ได้ทันที แต่บางบริษัทต้องรอระยะเวลา 14 วัน หรือ 28 วัน

แบบประกันโควิด 19 เยอะไปหมด ควรซื้ออันไหนดี
หลักๆ แล้วในปัจจุบันประกันโควิด-19 จะมีทั้งหมด 3 แผนด้วยกัน ซึ่งแต่ละแผนก็จะมีความแตกต่างกันออกไป อยู่ที่เราจะเหมาะกับแผนไหนมากกว่า

แบบที่ 1 ตรวจเจอโรคปุ๊บจ่ายเงินทันที : สำหรับแบบนี้เหมาะสำหรับคนที่มีประกันสุขภาพหรือประกันสังคมอยู่แล้ว แต่มองถึงอนาคตหากเกิดอะไรขึ้นมา วงเงินที่มีอยู่ในประกันหลักอาจจะไม่เพียงพอในการรักษา จึงเลือกซื้อประกันโควิด-19 แบบเจอแล้วจ่ายเงินจบทันที เพื่อความอุ่นใจของตัวเอง ซึ่งประกันในแบบนี้ หากเราตรวจพบว่าเป็นไวรัสโคโรนา ประกันจะจ่ายเป็นเงินก้อนให้เรา ซึ่งมีตั้งแต่ 50,000-100,000 บาท ขึ้นอยู่ที่ว่าเราซื้อประกันในมูลค่าเท่าไร

แบบที่ 2 ตรวจเจอโรค ประกันออกค่ารักษาพยาบาลให้ : แบบนี้คือเมื่อเราตรวจเจอไวรัสโคโรนา ประกันจะออกค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่ายา ค่ารักษาพยาบาล และค่าห้องให้ แต่ต้องดูให้ดี ไม่ใช่ว่าเรารักษาไปเท่าไรประกันจะออกให้หมด เพราะมันจะมีวงเงินของมันอยู่ว่า เราซื้อวงเงินเท่าไรไว้ ดังนั้นอย่าลืมตรวจดูวงเงินให้ดี เพราะหากเกินเราจะต้องออกค่าใช้จ่ายในส่วนนั้นเอง

แบบที่ 3 ชดเชยรายได้หากเราต้องหยุดงาน : ประกันแบบนี้เหมาะสำหรับคนที่ทำงาน จะเป็นการคุ้มครองเพิ่ม หากเราต้องหยุดงาน เนื่องจากติดโควิด-19 จะได้ค่าชดเชยสำหรับการที่เราหยุดงาน ในกรณีที่เรานอนโรงพยาบาลและไม่สามารถไปทำงานได้ ซึ่งบางประกันก็จะชดเชยเป็นจำนวนที่ไม่เท่ากัน บางบริษัทจะได้ 300 บาท บางบริษัทได้ 1,000 บาท และระยะเวลาการจ่ายก็แตกต่างกันออกไปซึ่งบางแห่งจะได้สูงสุด 14 วัน บางที 15 วัน และนอกจากนี้มีการกำหนดวงเงินไม่เกินจำนวนที่เขาตั้งไว้

อย่าลืมดูเงื่อนไขประกันเพิ่มเติม
ก่อนทำประกันโควิด-19 ทุกครั้งอย่าลืมอ่านเงื่อนไขอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ข้อยกเว้นต่างๆ หรือคนที่มีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถทำได้ หรือกลุ่มคนบางอาชีพที่เป็นกลุ่มเสี่ยง นอกจากนี้ยังมีบางบริษัทไม่อนุญาตให้คนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทยทำประกันได้อีก หรือหากเป็นชาวไทยแต่อาศัยในประเทศที่เป็นกลุ่มเสี่ยงก็ไม่ได้เช่นกัน และสำหรับใครที่เพิ่งเดินทางมาจากต่างประเทศมีความจำเป็นต้องกักตัวก่อน 14 วันเป็นอย่างน้อย ถึงจะทำประกันได้

ข้อควรรู้เพิ่มเติมสำหรับพนักงานบริษัท
สำหรับพนักงานบริษัทถ้ามีความจำเป็นต้องถูกกักตัว หรือต้องเข้ารับการรักษาโควิด-19 มีสิทธิใช้วันลาป่วย หรือวันพักร้อนประจำปีตามที่บริษัทได้กำหนดไว้ และจะได้รับเงินค่าจ้างตามปกติ แต่หากวันดังกล่าวได้หมดไป ก็สามารถรับเงินทดแทนจากสำนักงานประกันสังคมในกรณีขาดรายได้ ซึ่งจะได้เงินทดแทนจำนวน 50% ของค่าจ้าง และใช้ต่อเนื่องได้ไม่เกิน 90 วันนั่นเอง

เราก็ได้รู้ สิ่งที่ควรรู้ก่อนทำประกันโควิด-19 กันไปแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรก่อนจะซื้อประกันโควิด-19 ทุกครั้งอย่าลืมศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมให้ดีด้วย ขอแนะนำว่าหากใครจะซื้อประกันโควิด-19 แล้ว ควรมีประกันสุขภาพเอาติดตัวเอาไว้ด้วย เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ว่าเราติดเชื้อไวรัสขึ้นมาแล้ว มันจะส่งผลกระทบต่อการทำประกันสุขภาพต่อไปได้ เนื่องจากเมื่อเราติดเชื้อตัวนี้ มันจะเข้าไปทำลายปอดของเรา ทำให้การซื้อประกันสุขภาพในอนาคตทางบริษัทประกันจะไม่ครอบคลุมเรื่องระบบทางเดินหายใจ

วิธีใช้ผ้าอนามัยแบบสอดที่ถูกต้อง สำหรับมือใหม่

เราเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนต้องรู้จักผ้าอนามัยกันอยู่แล้วใช่ไหม เพราะผ้าอนามัยคือไอเทมสำคัญที่ผู้หญิงตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นต้องใช้เป็นประจำทุกเดือนจนกว่าจะถึงวัยหมดประจำเดือน แต่ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่อาจไม่รู้ว่าผ้าอนามัยไม่ได้มีแค่แบบแผ่นเท่านั้น เพราะยังมีผ้าอนามัยแบบสอดมาให้เราเลือกใช้ด้วย แต่ผ้าอนามัยแบบสอดมือใหม่ ใช้ได้หรือไม่ มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร และผ้าอนามัยแบบสอดซื้อที่ไหน วันนี้เราจึงนำ วิธีใช้ผ้าอนามัยแบบสอดที่ถูกต้อง สำหรับมือใหม่ มาฝากกัน

ผ้าอนามัยแบบสอด (Tampon) คืออะไร
ผ้าอนามัยแบบสอดหรือ Tampon คือผ้าอนามัยประเภทหนึ่งที่ผู้หญิงเราสามารถใช้ได้ไม่ต่างจากผ้าอนามัยแบบแผ่น (Pads) มีลักษณะเป็นแท่งคล้ายสำลีอัดแข็ง ภายในจะมีเชือกเส้นเล็กๆ ติดอยู่ที่ปลาย มีทั้งแบบแท่งสำลีอัดแข็งที่ใส่เข้าไปได้เลยหรือแบบที่มีตัวนำอย่างแท่งพลาสติกช่วยดัน อีกทั้งยังมีให้เลือกหลายขนาดตามปริมาณของประจำเดือนของเราด้วย

ในประเทศไทยของเราผ้าอนามัยแบบสอดไม่ได้รับความนิยมมากนักเพราะหลายคนคิดว่า ผ้าอนามัยแบบสอดมือใหม่ อาจจะใช้ไม่สะดวก ใส่ยากและหาซื้อยาก แต่ความจริงแล้วเจ้าผ้าอนามัยแบบสอดนี้ได้รับความนิยมในต่างประเทศมานานแล้วค่ะ แต่อย่างไรก็ตามช่วงหลายปีมานี้ผ้าอนามัยแบบสอดเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น หาซื้อง่ายขึ้น อีกทั้งยังได้รับความนิยมขึ้นในบรรดาผู้หญิงที่ต้องการการเคลื่อนไหวที่คล่องตัวหรือต้องการทำกิจกรรมอย่างการว่ายน้ำในช่วงมีประจำเดือน เพราะฉะนั้น ลองมาดูข้อดี ข้อเสีย และวิธีการใช้งานผ้าอนามัยแบบสอดกันค่ะ แล้วคุณจะรู้ว่าผ้าอนามัยแบบสอดมือใหม่ใช้ได้หรือเปล่า

ข้อดีของผ้าอนามัยแบบสอด

  • เคลื่อนไหวร่างกายได้คล่องตัว เหมาะสำหรับวันที่ต้องเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง เนื่องจากผ้าอนามัยแบบสอดจะทำให้เรารู้สึกสบายตัว ไม่อึดอัด ใครที่ชอบออกกำลังกายเบาๆ อย่างท่าโยคะแก้ปวดหลังไหล่หรือการเล่นโยคะอื่นๆ ผ้าอนามัยแบบสอดก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับคุณค่ะ 
  • สามารถใช้งานได้แม้อยู่ในน้ำจึงไม่มีปัญหาแม้ต้องการว่ายน้ำช่วงมีประจำเดือน แต่ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทันทีหลังขึ้นจากน้ำค่ะ 
  • เนื่องจากผ้าอนามัยแบบสอดมีลักษณะเป็นแท่ง จึงมีน้ำหนักเบา พกพาง่ายและสะดวกกว่า ไม่เปลืองเนื้อที่เวลาต้องพกติดตัว สามารถพกติดกระเป๋าได้ทุกวัน ไม่ต้องเปิดแอพเช็คประจำเดือนบ่อยๆ ก็มั่นใจว่าประจำเดือนมาเมื่อไรก็หยิบผ้าอนามัยในกระเป๋ามาเปลี่ยนได้เลย
  • ข้อเสียของผ้าอนามัยแบบสอด
  • อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองเนื่องจากช่องคลอดเป็นส่วนที่บอบบางและไวต่อความรู้สึก
  • ไม่ควรเลือกใช้ผ้าอนามัยแบบสอดที่มีกลิ่นหอมเพราะน้ำหอมอาจไปทำให้ค่า pH เสียสมดุลจนเกิดเชื้อราและยีสต์ในช่องคลอดได้
  • การเลือกผ้าอนามัยแบบสอดมือใหม่ต้องให้ความสำคัญ เลือกใช้ยี่ห้อที่มีคุณภาพ ไม่อย่างนั้นอาจเสี่ยงติดเชื้อได้ เช่น เชื้อคลอรีนที่ถูกผสมมาสำหรับฟอกขาว หากสัมผัสกับสารเคมีเหล่านี้เป็นประจำอาจเป็นสาเหตุก่อมะเร็งได้ 
  • หากไม่เปลี่ยนทุก 4 ชั่วโมงอาจเป็นสาเหตุก่อเชื้อ Exototin ที่มีฤทธิ์ทำลายระบบต่างๆ ในร่างกาย หรือที่เรียกว่าอาการ Toxic Shock Syndrome (TSS) ซึ่งอาจเป็นอันตายถึงชีวิต 

ผ้าอนามัยแบบสอดมือใหม่ ก็ใช้ได้ถ้ารู้วิธีใส่ที่ถูกต้อง
เมื่อได้เห็นข้อเสียของผ้าอนามัยแบบสอดมือใหม่หลายคนอาจรู้สึกหวั่นๆ แต่ความจริงแล้วหากเรารู้จักวิธีการใช้งานที่ถูกต้อง ผ้าอนามัยแบบสอดก็จะเป็นตัวช่วยให้ผู้หญิงเราคล่องตัวและสะดวกสบายขึ้นมากในช่วงมีประจำเดือน เพราะฉะนั้นลองมาดูวิธีใช้งานผ้าอนามัยแบบสอดที่ถูกต้องกันดีกว่า

  1. สำหรับใครที่เพิ่งใช้งานครั้งแรก ให้เลือกผ้าอนามัยแบบสอดที่เป็นชนิดบางเพื่อไม่ให้รู้สึกเจ็บหรืออึดอัด เมื่อเริ่มคุ้นเคยแล้วจึงเลือกขนาดตามความเหมาะสมกับปริมาณประจำเดือนของเราค่ะ 
  2. ก่อนใส่ผ้าอนามัยต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง
  3. นั่งหรือยืนในท่าที่สะดวก หากยืนให้วางขาข้างหนึ่งไว้พื้นที่ที่สูงกว่า เช่น บนชักโครก เพื่อให้ใส่ผ้าอนามัยสะดวกขึ้น
  4. ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้เปิดปากช่องคลอดแล้วสอดผ้าอนามัยแบบสอดเข้าไปโดยหันด้านที่มีเชือกออกมาด้านนอกนะคะ ค่อยๆ ใช้นิ้วข้างที่ถนัดดันผ้าอนามัยเข้าไป ส่วนใครเลือกใช้แบบมีแท่งพลาสติกช่วยดัน ให้ดันไปจนถึงจุดที่มีเครื่องหมายกำหนดไว้แล้วจึงนำแท่งพลาสติกออก ให้ปลายเชือกเหลืออยู่เล็กน้อยพอให้ดึงผ้าอนามัยออกมาได้สะดวก
  5. สำหรับการถอด หลังล้างมือเรียบร้อยแล้วให้นั่งหรือยืนท่าเดียวกับตอนใส่ จากนั้นใช้มือแหวกช่องคลอดออกเล็กน้อยแล้วดึงเชือกที่ติดอยู่กับปลายผ้าอนามัยแบบสอดออกมาเบาๆ ห่อกระดาษให้เรียบร้อยแล้วทิ้งได้เลย

เห็นไหมว่าผ้าอนามัยแบบสอดมือใหม่ก็สามารถใส่ได้แค่เราต้องลองฝึกใส่แบบถูกวิธี อย่าลืมเลือกซื้อผ้าอนามัยแบบสอดจากยี่ห้อที่ได้คุณภาพ เช่น ยี่ห้อโซฟีหรือโอบี เพื่อให้มั่นใจในความสะอาด ปลอดภัย รวมถึงล้างมือทั้งก่อนและหลังใส่ผ้าอนามัยทุกครั้ง รวมถึงเปลี่ยนผ้าอนามัยแบบสอดแท่งใหม่ทุก 4 ชั่วโมง เท่านี้ก็ช่วยให้เรามั่นใจทุกครั้งแล้ว

ปัญหาปากคล้ำปากดำ แก้ได้ง่ายๆ ทำเองได้ที่บ้าน

ปัญหาปากคล้ำปากดำ ไม่ได้เกิดกับคนผิวคล้ำเสมอไป พฤติกรรมหลายอย่างที่เราทำในชีวิตประจำวันเนี่ยแหละ สามารถทำให้เราปากคล้ำลงได้ รวมไปถึงอาหารที่เรารับประทานด้วย วันนี้ เราจึงมีบทความ ปัญหาปากคล้ำปากดำ แก้ได้ง่ายๆ ทำเองได้ที่บ้าน มาฝากกัน ซึ่งแต่ละวิธีทำได้ไม่ยาก อ่านแล้วต้องทำตามด่วน ๆ จะได้มีปากสีชมพูน่าจุ๊บ ไม่ต้องทนปากคล้ำอีกต่อไป

1. น้ำผึ้ง
ปัญหาปากคล้ำมีวิธีแก้ได้ง่ายๆ คือใช้น้ำผึ้งทาบริเวณริมฝีปาก น้ำผึ้งนอกจากจะนำไปทำขนมอร่อยแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการช่วยสมาแผล ลดรอยคล้ำต่างๆ แถมยังเพิ่มความชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี โดยสาวๆ นำน้ำผึ้งมาทาทั่วริมฝีปากแล้วทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำอุ่น จะสังเกตได้เลยว่าริมฝีปากมีความนุ่ม ชุ่มชื้นแบบสุดๆ

2.ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
น้ำ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย เป็นองค์ประกอบถึง 2 ใน 3 ของร่างกาย การที่เราได้รับน้ำในประมาณที่น้อยเกินไปเซลล์เราจะแห้ง ( สังเกตง่ายๆจากผิว ) น้ำ ยังมีส่วนช่วยในการลำเลียงสารอาหาร ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย และช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเหงื่อ หรือปัสสาวะ ยังช่วยให้อุจระไม่แข็งจนเกินไป นอกจากนี้น้ำยังช่วยในการปรับสมดุลภายในร่างกายอีกด้วย

ปริมาณน้ำที่ควรดื่มต่อวัน สำหรับคนทั่วไปให้คำนวณง่ายคือ นำน้ำหนักตัวคุณด้วย 33 โดยหน่วยเป็น cc ตัวอย่างเช่น เรามีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม เราก็ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 33 x 70 = 2,310cc คือ 2 ลิตรกว่าๆ หรือประมาณง่ายคือควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว หากเราต้องออกกำลังกายหรือทำงานหนัก เราอาจต้องเพิ่มปริมาณน้ำที่ต้องดื่มในแต่ละวัน หรือหากต้องทำงานในสภาวะที่ต้องเสียเหงื่อเยอะ เช่นทำงานกลางแสงแดด หรืออากาศร้อน หรือหากร่างกายไม่ปกติเช่นได้รับสารเคมี ก็ควรดื่มน้ำในปริมาณมากๆ เพื่อช่วยในการขับสารพิษออกจากร่างกาย การดื่มน้ำยังทำให้ผิวของเราสุขภาพดีอีกด้วย

3. เลิกใช้ลิปที่ไม่ได้คุณภาพได้แล้ว
ข้อนี้หลายๆคนอาจจะเพิกเฉย และไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่อยากจะบอกว่า ลิปที่ไม่ได้มาตรฐานนี่แหละ เป็นตัวการทำให้ปากดำเลยล่ะ เพราะบางทีสีที่เค้าผสมมาในลิปสติกที่คุณมองว่าสีแน่น กลบสีปากได้ปังมากเว่อร์ ติดแน่นทนนาน ทั้งวันก็ไม่หลุด อาจจะมีสารบางอย่างที่จะมากัดให้ริมฝีปากของเรานั้นกลายเป็นสีดำคล้ำได้ หรือบางคนเกิดอาการแพ้ลิปสติก เพราะโดยทั่วไป ลิปสติก หรือผลิตภัณฑ์ทาปากมักมีส่วนผสมของสี น้ำหอม สารกันเสีย สารเพิ่มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปาก ส่วนผสมสำหรับกันน้ำ รวมทั้งสารเคมีอื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มความแวววาว หรือทำให้เนื้อผลิตภัณฑ์เรียบเนียน ส่วนประกอบเหล่านี้อาจทำให้ผู้ใช้มีอาการแพ้และส่งผลให้ริมฝีปาก บริเวณรอบ ๆ หรือมุมปากอักเสบ

อาการแพ้ลิปสติกป้องกันได้โดยเลือกซื้อลิปสติกหรือผลิตภัณฑ์ทาปากที่มีส่วนผสมที่ปลอดภัย อ่อนโยนต่อผิว และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง รวมทั้งหลีกเลี่ยงสารที่ทำให้เสี่ยงแพ้ได้สูง ดังนี้

ส่วนผสมของลิปสติกที่ควรเลี่ยง

  • กรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) และเรตินอล (Retinol) ส่วนผสมเหล่านี้ทำให้ริมฝีปากแห้งและระคายเคือง ส่งผลให้ส่วนผสมหรือสารก่อภูมิแพ้ชนิดอื่น ๆ ในลิปสติกผ่านเข้าไปทำลายผิวหนังได้ง่าย และเกิดอาการริมฝีปากอักเสบในที่สุด
  • น้ำหอม เสี่ยงทำให้ริมฝีปากอักเสบหรือเกิดอาการแพ้ ผู้ใช้จึงควรเลือกลิปสติกที่ปราศจากส่วนผสมชนิดนี้ โดยอ่านส่วนประกอบที่ระบุบนฉลากของผลิตภัณฑ์ให้ละเอียดก่อนเลือกซื้อทุกครั้ง
  • สารกันเสีย ควรเลือกใช้ลิปสติกและผลิตภัณฑ์ทาปากที่มีส่วนผสมของสารกันเสียจากธรรมชาติทดแทน เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้น้อยกว่า เช่น น้ำมันสะเดา เป็นต้น

ส่วนผสมของลิปสติกที่ควรเลือก

  • กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง ทำให้ริมฝีปากไม่แห้งแตก
  • เชีย บัตเตอร์ (Shea Butter) กลีเซอรีน (Glycerin) และลาโนลิน (Lanolin) เป็นส่วนผสมสำหรับเพิ่มความชุ่มชื้นและทำให้ผิวมีสุขภาพดี ควรเลือกลิปสติกหรือผลิตภัณฑ์ทาปากที่ระบุว่ามีส่วนผสมเหล่านี้เป็นอันดับต้น ๆ บนฉลาก
  • วิตามินบี 3 หรืออีกชื่อหนึ่งคือไนอาไซนาไมด์ (Niacinamide) เป็นสารที่ช่วยเพิ่มเกราะป้องกันผิว และช่วยลดรอยแดงจากการอักเสบได้

4. ใช้แปรงสีฟันช่วยขัดริมฝีปากทุกครั้งหลังแปรงฟัน
หลังจากแปรงฟันเสร็จแล้วทุกครั้ง อย่าลืมที่จะนำแปรงสีฟันมาถูเบา ๆ ไปมารอบ ๆ ริมฝีปาก เพื่อช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพของริมฝีปากให้ออกไป จากนั้นผิวก็จะสร้างใหม่และดูใส อมชมพูขึ้น ปากก็จะหายคล้ำได้แน่นอน วิธีนี้ใครหลายคนยืนยันมาว่าเห็นผลจริงในระยะเวลาไม่ถึงเดือน ไม่เชื่อต้องลองดูค่ะ ยาสีฟันที่ใช้ก็เป็นตัวที่เราแปรงฟันเลยนั่นละ แต่ต้องเลือกดีๆด้วยนะคะ เพราะยาสีฟันบางตัวก็อาจจะทำให้เราแพ้ได้ ทำเสร็จอย่าลืมทาลิปมันทุกครั้งด้วย ริมฝีปากจะได้ชุ่มชื่น

5. สครับริมฝีปากอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง
วิธีนี้ช่วยได้และเห็นผลจริง ๆ ลองไปหาซื้อสครับริมฝีปากมาใช้กันดู หาซื้อได้ง่ายๆ ทั่วไปมากมายหลายยี่ห้อ หรือใครที่อยากจะลองทำเอง ก็ทำได้ง่าย ๆ ส่วนผสมก็สามารถหาได้ในครัว เพียงแค่ผสม “น้ำตาล+น้ำผึ้ง+น้ำมันมะพร้าว” เข้าด้วยกัน และนำมาสครับริมฝีปากไปเรื่อย ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที จากนั้นให้เช็ดออก แค่นี้ปากก็นุ่มชุ่มชื้น และจะดูชมพูขึ้นได้ง่าย ๆ หมั่นทำอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง รับรองว่าสาวๆจะได้ปากเนียนนุ่ม อมชมพูแน่นอน

6. ทานอาหารที่มีวิตามิน B เยอะ ๆ
ข้อนี้บอกเลยนะคะว่า ว่านอกจากจะช่วยให้เรามีริมฝีปาก ที่ไม่คล้ำแล้ว เรายังจะมีสุขภาพที่ดีอีกด้วยค่ะ เพราะการรับประทานอาหารที่มีวิตามิน B จะมีสารสำคัญต่อผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ มีอยู่ตามข้าวกล้อง ตับ ผักใบเขียว เมล็ดอัลมอนด์ ถั่วลิสง หรือ มะม่วงหิมพานต์ ซึ่งแต่ละอย่างหาทานไม่ยากเลยค่ะ ว่าแล้วก็เตรียมถุงผ้าแล้วไปซูเปอร์มาเก็ตใกล้บ้านได้เลย

7. ทาริมฝีปากด้วยน้ำมันมะพร้าวหรือมะนาว
อีกหนึ่งวิธีนี้ที่ทำได้ง่ายมาก เพียงสาวๆ แตะน้ำมันมะพร้าวเล็กน้อย แล้วนำมาทาที่ริมฝีปากเป็นประจำทุกวันแทนลิปบาล์ม กรดไขมันและสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันมะพร้าวช่วยลดสีผิวหมองคล้ำ และช่วยบำรุงให้ริมฝีปาก ที่แห้งกร้าน ให้นุ่มชุ่มชื้นขึ้น และอีกอย่างที่หาได้ง่ายๆในตู้เย็นคือ มะนาว เพียงนำน้ำมะนาวมานวดบริเวณริมฝีปากเบาๆ ก่อนนอน จะเป็นการช่วยผลัดเซลล์ ผิวแบบอ่อนๆ ให้ผิวที่เกิดขึ้นมาใหม่มีสีที่จางลง แลดูอมชมพูมากยิ่งขึ้นด้วย

สำหรับ ปัญหาปากคล้ำปากดำ แก้ได้ง่ายๆ ทำเองได้ที่บ้าน ที่เรานำมานั้นหวังว่าแต่ละวิธีที่เราได้นำเสนอไปจะเป็นประโยชน์ต่อหลายๆ คน ก็อย่าลืมทำให้ปากคล้ำของเรานั้นกลับมาเนียนนุ่ม ชุ่มชื่น เป็นสีชมพูน่ามองเหมือนตอนเด้กอีกครั้งนะ

เจลบำรุงผิวหน้าและครีมบำรุงผิวหน้าต่างกันอย่างไร

เวลาที่เลือกซื้อมอยเจอร์ไรเซอร์หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิว หลายคนคงจะสงสัยกันว่าเจลบำรุงผิวหน้าและครีมบำรุงผิวหน้าต่างกันอย่างไร จนทำให้เลือกไม่ถูกว่าควรจะใช้ไอเทมไหนกันแน่ในการบำรุงผิว ดังนั้นในตอนนี้เรามาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันดีกว่า

เจลบำรุงผิวหน้านั้นต่างจากครีมบำรุงผิวหน้าตรงที่มีส่วนผสมของน้ำเป็นหลักและพยายามลดส่วนผสมของน้ำมัน เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่มีความบางเบากว่า ซึมลงสู่ผิวได้เร็วกว่าแบบครีม ทำให้เจลบำรุงผิวหน้าเป็นมอยเจอร์ไรเซอร์ที่เหมาะสมกับคนที่มีสภาพผิวมัน เนื่องจากน้ำมันในครีมบำรุงผิวมักจะเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดการอุดตันในรูขุมขน หรือเพิ่มความมันส่วนเกินมากขึ้นบนผิวหน้า ด้วยเนื้อสัมผัสที่มีความเบาและมีส่วนผสมของน้ำมากกว่าน้ำมันยังลดความเสี่ยงในการระคายเคืองผิว จึงเป็นมอยเจอร์ไรเซอร์ที่เหมาะกับคนที่มีผิวบอบบางและแพ้ง่ายด้วยเช่นกัน

วิธีการเลือกเจลบำรุงผิวหน้า
ปัจจุบันนี้หลาย ๆ แบรนด์ก็ได้พัฒนาเจลบำรุงผิวหน้าออกมามากมายหลายสูตรกันเลยทีเดียวค่ะ โดยแต่ละสูตรก็จะเหมาะสมกับสภาพผิวและการใช้งานที่แตกต่างกันไป ดังนั้นหากคุณเข้าใจวิธีการเลือกเจลบำรุงผิวหน้าอย่างเหมาะสมแล้วก็จะช่วยให้คุณสามารถเลือกเจลบำรุงผิวหน้ามาใช้ได้ตรงตามความต้องการมากขึ้น

เลือกเจลบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมเด่น ๆ ช่วยจัดการปัญหาผิว
เรื่องหลักสำคัญเวลาเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวก็คือการตรวจดูส่วนผสมที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เพราะประสิทธิภาพในการดูแลผิวนั้นขึ้นอยู่กับส่วนผสมที่ใช้ การมีความรู้เพียงพอเกี่ยวกับส่วนผสมเด่น ๆ ที่ช่วยดูแลผิวในเรื่องต่าง ๆ ก็จะยิ่งทำให้คุณสามารถเฟ้นหาเจลบำรุงผิวหน้าที่จัดการกับปัญหาผิวที่คุณเผชิญอยู่ได้

Hyaluronic Acid เพิ่มความชุ่มชื้น
ไฮยาลูรอน หรือ Hyaluronic Acid นั้นเป็นตัวแม่แห่งการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ช่วยรักษาและล็อกน้ำให้อยู่ในผิวได้ยาวนาน ผิวหน้าที่มีปริมาณ Hyaluronic Acid เพียงพอนั้นมักจะมีความนุ่มเนียนและยืดหยุ่น และถึงคุณจะมีสภาพผิวมันก็ไม่ได้หมายความว่าผิวของคุณจะมีความชุ่มชื้นมากเกินไปแต่อย่างใด ดังนั้น จึงควรจะหมั่นบำรุงเติมน้ำให้ผิวด้วย Hyaluronic Acid อย่างเป็นประจำ เพราะเป็นสารที่มีอนุภาคเล็กซึมลงสู่ผิวได้ง่าย ไม่ทิ้งความเหนียวหรือความมันเอาไว้เหมือนส่วนประกอบจำพวกน้ำมัน

Ceramide เสริมความแข็งแรงให้ผิว
ผิวที่มีความบอบบางและเสื่อมโทรม มีปัญหาผิวกวนใจอยู่บ่อยครั้ง ส่วนใหญ่จะเกิดจาก Ceramide ในผิวที่ลดน้อยลง ซึ่ง Ceramide ทำหน้าที่เป็นทั้งเกราะปราการป้องกันผิวและเชื่อมชั้นผิวให้แข็งแรง ถึงแม้ว่า Ceramide จะเป็นไขมันชนิดหนึ่งแต่ก็เป็นไขมันธรรมชาติที่อยู่บนผิว ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้เกิดการอุดตันอย่างไขมันทั่ว ๆ ไป ซึ่งนั่นก็รวมถึง Ceramide แบบสังเคราะห์ที่มีโครงสร้างเหมือนกับไขมันบนผิวด้วยเช่นกัน แต่ถ้าใครที่กังวลก็อาจจะเลือกเป็น Human Ceramide ที่พบในไขมันบนชั้นผิวอย่าง Ceramide 1, 2, 3, 5 และ 6II ก็ได้

Vitamin C ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส
Vitamin C เป็นวิตามินที่หลายคนรู้กันว่ามีความสำคัญในการช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส เพราะสามารถหยุดการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ลดการเกิดเม็ดสีเมลานิน ดังนั้น จึงลดเลือนจุดด่างดำ ฝ้า กระและความหมองคล้ำต่าง ๆ ได้ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวมีความแข็งแรง กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว แต่การเลือกเจลบำรุงผิวหน้าที่มี Vitamin C ก็ควรจะตรวจดูส่วนผสมให้แน่ใจว่ามีปริมาณอยู่ที่ 10 – 15% เพราะถ้าน้อยเกินไปก็จะไม่เห็นผล แต่ถ้ามากเกินไปก็จะระคายเคืองผิวได้

Cica ปลอบประโลมผิวที่อ่อนแอ
Cica หรือ Centella Asiatica เป็นพืชที่คนไทยคุ้นเคยกันอยู่ดีในชื่อของใบบัวบก มีสรรพคุณสำคัญในการฟื้นฟูผิวที่เคยถูกทำลายจากปัจจัยต่าง ๆ มีฤทธิ์เย็นจึงทำให้ปลอบประโลมผิวที่เกิดอาการแพ้ระคายเคืองได้ดี นอกจากนี้ ยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้ผิวเกิดการซ่อมแซมตัวเองอีกด้วย ดังนั้น ใครที่มีปัญหาผิวอ่อนแอจากอาการแพ้ระคายเคือง รวมไปถึงคนที่มีสภาพผิวบอบบางและแพ้ได้ง่ายก็ควรจะมองหาเจลบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมของ Cica เพื่อช่วยฟื้นบำรุงผิวให้กลับมาแข็งแรง

Salicylic Acid ช่วยจัดการเรื่องสิว
Salicylic Acid เป็นกรด BHA ชนิดหนึ่งซึ่งสามารถทำละลายได้ดีในไขมันจึงซึมลงได้ลึกถึงใต้ชั้นผิว มีคุณสมบัติในการละลายสิ่งอุดตันที่อยู่ในรูขุมขน ช่วยกำจัดสิวเสี้ยน สิวหัวดำหรือสิวอุดตันที่รบกวนใจได้ และสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว นอกจากนี้ ยังสามารถผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้หลุดออกไป ช่วยลดเลือนจุดด่างดำหรือรอยสิวได้อีกด้วย ถือได้ว่าเป็นกรดที่เหมาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องสิวเป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้ Salicylic Acid เป็นกรดที่ก่อให้เกิดความระคายเคืองได้ จึงควรใช้ในปริมาณที่ต่ำและใครที่มีผิวบอบบางมาก ๆ ก็ควรหลีกเลี่ยง

เลือกสูตร All-in-One สำหรับคนที่ไม่มีเวลาบำรุงผิว
รู้หรือไม่ว่าเจลบำรุงผิวหน้าบางชนิดยังมีคุณสมบัติเป็น All-in-One ที่รวมเอาส่วนผสมสำคัญของแต่ละขั้นตอนการดูแลผิว ตั้งแต่ขั้นตอนของการปรับสภาพผิวด้วยโทนเนอร์ บำรุงล้ำลึกด้วยเซรั่มและเพิ่มความชุ่มชื้นด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์ มาไว้ในกระปุกเดียวกัน เพิ่มความสะดวกมากขึ้นสำหรับคนที่ไม่มีเวลาในการบำรุงผิว คนที่ต้องพกสกินแคร์น้อยชิ้นในการเดินทางไปไหนมาไหน รวมถึงคนที่มีสภาพผิวบอบบางมาก ๆ ไม่ต้องการให้ผิวได้รับความระคายเคืองจากการเช็ดถูหรือสัมผัสกับฝ่ามืออยู่บ่อยครั้ง การใช้เจลบำรุงผิวหน้าแบบ All-in-One ก็จะช่วยลดการสัมผัสดังกล่าวลงได้ด้วยเช่นกัน

17 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของไทย

ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมาก บางคนที่ชอบไปท่องเที่ยว ก็ยังไปไม่ครบด้วยซ้ำ เพราะประเทศของเรานั้นมีสถานที่สวยๆ เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน ภูเขา ทะเล แต่ละที่ก็มีความสวยที่แตกต่างกันไปทั้งนั้น

วันนี้เราจึงมี 17 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของไทย มาแนะนำทุกคนกัน เผื่อว่าจะเป็นแนวทางในการตัดสินไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ หากมีวันหยุดพักผ่อนจากการทำงาน การไปท่องเที่ยว ก็เหมือนเป็นการช่วยเติมพลังของเราได้

1.เขื่อนเชี่ยวหลาน

Review แบกกล้องไปท่องเขื่อน รัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) 3 วัน 2 คืน {Nov'17} [รูปเยอะมาก] - Pantipความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติในเขื่อนเชี่ยวหลานนั้นสวยงามจนทำให้คุณเผลอหยุดหายใจเลยทีเดียว ภาพของผืนน้ำกว้างใหญ่สุดลูกตา และภูเขาหินปูนที่ตั้งสง่าอยู่กลางน้ำ เป็นอันซีนไทยแลนด์ที่ควรไปชมอย่างยิ่ง แถมที่นี่ยังมีที่พักนอนแพกลางเขื่อนสวยๆ หลายที่ด้วย ลองไปดูกัน

2.ดอยอินทนนท์
ดอยอินทนนท์ ดอยที่อยู่สูงที่สุดของเมืองไทย มีความสูงกว่า  2,600 เมตร เป็นจุดหมายทางการท่องเที่ยวของชาวไทยและชาวต่างชาติมาอย่างยาวนาน ด้วยอากาศที่หนาวเย็นแทบจะตลอดทั้งปี และธรรมชาติที่สวยงามและยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่

3.ภูชี้ฟ้า
ภูชี้ฟ้า จุดชมวิวอันงดงามแห่งจังหวัดเชียงราย ที่นี่มีจุดเด่นอยู่ที่บริเวณผาหัวสิงห์ที่เหมือนแหลมพุ่งขึ้นสู่ฟ้าเป็นที่มาของชื่อดอย ในยามเช้าจะมีทะเลหมอกให้ได้ชมเป็นภาพที่น่ามหัศจรรย์มาก

4.ปางอุ๋ง

ปางอุ๋ง กับเรื่องน่ารู้ ปางอุ๋ง จ.แม่ฮ่องสอน ก่อนไปเสพธรรมชาติที่งดงามที่เที่ยวสุดโรแมนติกที่หลายๆ คน อาจจะเคยมีโอกาสได้ไปกันมาแล้ว ปางอุ๋งยังคงเป็นหนึ่งในดรีมเดสทิเนชั่นของหลายๆ คน การได้มาเห็นภาพของผืนน้ำอันเงียบสงบมีสายหมอกลอยละล่องในยามเช้านี้ถือได้ว่าคุ้มค่ากับการฝ่าฟันโค้งหลายพันมาจนถึงที่นี่

5.ดอยเสมอดาว
หนึ่งในจุดกางเต็นท์ชมทะเลหมอกยามเช้าที่โด่งดังและได้รับความนิยมมากที่สุดในเมืองไทย ที่นี่เปิดรับสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากจะชมธรรมชาติสวยๆ แต่ไม่สามารถเดินป่าได้ เพียงแค่คุณขับรถขึ้นมาที่ดอยเสมอดาวก็จะได้ชมวิวสุดอลังการแล้ว

6.เชียงคาน
ยืนหนึ่งเรื่องวิถีสโลว์ไลฟ์ ต้นตำรับแห่งการท่องเที่ยวชุมชนที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก เชียงคานเป็นดั่งวิมานสำหรับหลายๆ คน วิถีชีวิตที่เรียบง่าย ธรรมชาติรายล้อมเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนหลงรัก

7.ภูกระดึง
นี่คือเส้นทางเดินป่าที่ถือได้ว่าเป็นครูอาจารย์ของนักเดินป่าหลายๆ ท่าน เพราะว่าเส้นทางเดินป่าภูกระดึงนี้ถือว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทางเดินที่ถึงแม้จะไกล แต่ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวความงดงามของธรรมชาติตลอดสองข้างทาง 

8.เขาค้อ
จากดินแดนสู้รบในอดีตกลายเป็นดินแดนแห่งการท่องเที่ยวในปัจจุบันนี้ เขาค้อคือหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวมักจะนึกถึงในช่วงหน้าฝนต้นหนาว ขึ้นชื่อในเรื่องอากาศหนาวเย็นและทะเลหมอก อีกทั้งยังมีสถานที่เที่ยวสวยๆ อีกมากมายที่นี่

9.ภูทับเบิก
หากมาเขาค้อแล้วก็พลาดไม่ได้ที่จะมาต่อกันที่ภูทับเบิก ที่สุดแห่งจุดชมวิวทะเลหมอกของเพชรบูรณ์ ที่นี่อากาศหนาวเย็นตลอดปี เราจะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวเขาที่ยังคงปลูกไร่กะหล่ำกันอยู่บนนี้ท่ามกลางอากาศหนาวและไอหมอกบอกเลยว่าฟิน

10.เขาใหญ่

10 สถานที่น่าเช็กอิน 'เขาใหญ่' เที่ยวฟินตลอดปีธรรมชาติอันสมบูรณ์ใกล้เมืองกรุงฯ เขาใหญ่แห่งนี้เป็นดั่งแหล่งโอโซนอันดับหนึ่งในตอนกลางของประเทศไทย ที่นี่อุดมไปด้วยพืชพรรณนานาชนิด รวมไปถึงสัตว์ป่าน้อยใหญ่ที่อาศัยหากินในผืนป่าแห่งนี้ เป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการนอนกางเต็นท์ส่องสัตว์ 

11.น้ำตกทีลอซู
ราชาแห่งน้ำตกไทยที่สักครั้งหนึ่งควรไปพิชิตสักครั้ง ทีลอซู ขุมทรัพย์ทางธรรมชาติกลางป่าใหญ่แห่งจังหวัดตาก ที่การเดินทางเข้าไปถึงนั้นค่อนข้างลำบากเลยทีเดียว แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อคุณได้ไปยืนอยู่ตรงหน้าความยิ่งใหญ่ของน้ำตกแห่งนี้แล้วคุณจะลืมความลำบากที่ได้เจอมาไปเลยทีเดียว

12.น้ำตกเอราวัณ
น้ำตกสวยที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของจังหวัดกาญจนบุรีเลยก็ว่าได้ สำหรับน้ำตกเอราวัณ โดดเด่นในด้านความใสสะอาดของน้ำ โดยเฉพาะบริเวณน้ำตกในชั้นที่เจ็ดนั้นจะมีสีฟ้าสดใสราวกับบลูลากูนเลยก็ว่าได้

13.หมู่บ้านอีต่อง
 หมู่บ้านกลางหมอกที่เปรียบเหมือนเมืองลับแลที่ซ่อนตัวอยู่บนหุบเขา ที่นี่มีอากาศหนาวเย็นและมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก ชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตตามวิถีของตัวเอง และมีสถานที่เที่ยวมากมายภายในหมู่บ้านนี้

14.เขื่อนขุนด่านปราการชล
เขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามของธรรมชาติซุกซ่อนอยู่ข้างใน เป็นสถานที่เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจใกล้กรุงเทพฯ ที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว เดินทางง่าย ใช้เวลาไม่นาน มีเวลาเพียงแค่วัน หรือ สองวันก็สามารถมาเที่ยวกันได้

15.วัดพระแก้ว

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) – ท่องเที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองไทยมาอย่างช้านาน มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างยอมรับในความวิจิตรงดงามของวัดพระแก้ว และในแต่ละวันนั้นก็มีผู้คนเดินทางมาเพื่อเยี่ยมชมวัดพระแก้วกันไม่ขาดสาย เป็นหนึ่งในสถานที่เที่ยวห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

16.เมืองโบราณสมุทรปราการ
เมืองโบราณสมุทรปราการ สถานที่ที่รวบรวมเอาประเทศไทยทั้งประเทศมารวมไว้ในที่เดียว มาเที่ยวที่นี่คุณจะได้พบกับความวิจิตรงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของไทย ที่ถูกจำลองมาไว้ในบรรยากาศแบบเก่าๆ คลาสสิค และเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางศิลปะอย่างประเมินค่าไม่ได้

17.แก่งกระจาน
แก่งกระจานเขื่อนกักเก็บน้ำและผืนป่าที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ เป็นที่เที่ยวทางธรรมชาติที่หลายคนชื่นชอบ มีจุดเช็กอินให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเยี่ยมชมกันหลายจุด เช่น สะพานแขวนแก่งกระจาน เขื่อนแก่งกระจาน พะเนินทุ่ง เป็นต้น

สำหรับ 17 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของไทย ที่เรานำมานั้น เป็นเพียงส่วนนึงของประเทศไทยเราเท่านั้น จริงๆแล้ว ยังมีสถานทีท่องเที่ยวสวยๆ มากมาย รอให้เราไปเที่ยวชมอีกมาก หากมีเวลา การไปท่องเที่ยวก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี

ย้ายเข้าบ้านใหม่อย่างไร ให้เสริมสิริมงคล

สำหรับหลายๆคนที่อยากจะย้ายเข้าบ้านใหม่ทั้งที ก็คงสงสัยว่าจะ ย้ายเข้าบ้านใหม่อย่างไร ให้เสริมสิริมงคลดี เพราะใครๆก็คงอยากเริ่มต้นด้วยสิ่งดีๆ กันทั้งนั้น เพราะการย้ายเข้าบ้านใหม่ครั้งแรกนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ จึงถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายและสำคัญอย่างมากสำหรับคนที่เป็นเจ้าของบ้าน

การย้ายเข้าบ้านใหม่ตามธรรมเนียมไทยนั้นมุ่งสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าบ้านให้เกิดความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย ได้รับการปกปักรักษาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความผาสุกร่มเย็นจากการมีพระรัตนตรัยเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และมีกินมีใช้ มั่งมีจากทรัพย์สินและอาหารที่บริบูรณ์ 

พิธีการตามธรรมเนียมไทย
1. การสักการะเจ้าที่
2. การอัญเชิญพระประธานประดิษฐานในบ้าน
3. การนำของมงคลเข้าสู่บ้าน

ถึงแม้ว่าการย้ายเข้าบ้านใหม่ตามธรรมเนียมไทยนั้นจะไม่ได้กำหนดฤกษ์ยามเอาไว้ว่าควรจะเป็นเมื่อไร เจ้าของบ้านจึงสามารถยึดถือเอาฤกษ์ตามสะดวกก็ได้ หรือหากจะใช้ฤกษ์ดีตามปฏิทินหรือขอฤกษ์จากพระก็ได้เช่นกัน แต่จะมีข้อยกเว้นตามโบราณคติของไทยอยู่อย่างหนึ่งก็คือวันที่จะย้ายเข้าบ้านใหม่นั้นห้ามเป็นวันเสาร์

เนื่องจากตามหลักโหราศาสตร์แล้วถือว่าวันเสาร์เป็นวันแห่งความทุกข์โศก นอกจากนี้ดาวเสาร์ยังเป็นสัญลักษณ์ของบาปและเคราะห์กรรม ดังนั้นการขึ้นบ้านใหม่ การปลูกบ้าน การยกเสาเอก การวางศิลาฤกษ์ รวมไปถึงการย้ายเข้าบ้านใหม่จึงต้องหลีกเลี่ยงวันเสาร์ เมื่อได้ฤกษ์ดีของการย้ายเข้าบ้านใหม่แล้ว เราก็มาตระเตรียมของประกอบพิธีและเรียนรู้เกี่ยวกับแต่ละขั้นตอนของพิธีกันตามลำดับก่อนหลัง

ขั้นตอนที่ 1 สักการะเจ้าที่
แต่โบราณมาคนไทยจะให้ความเคารพนับถือเจ้าที่ เพราะเจ้าที่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะปกป้องคุ้มครองไม่ให้สิ่งชั่วร้ายต่างๆ เข้ามาในบ้านได้ และช่วยให้เจ้าบ้านสามารถอยู่อาศัยได้อย่างสบายใจ วันที่จะย้ายเข้าบ้านแนะนำให้มาถึงบ้านก่อนถึงกำหนดฤกษ์ เพราะเราจะใช้เวลาก่อนถึงฤกษ์ 1-2 ชั่วโมงเพื่อสักการะเจ้าที่ สิ่งที่นำมาสักการะ ได้แก่ สำรับอาหารคาว-หวาน ผลไม้ น้ำสะอาด ดอกไม้ ธูป เทียน ถ้าหากโครงการจัดสรรมีการตั้งศาลก็สามารถไปไหว้ที่ศาลประจำหมู่บ้านได้ แต่ถ้าหากไม่มีศาลก็สามารถตั้งโต๊ะไหว้ได้

เมื่อจัดโต๊ะวางสิ่งสักการะครบถ้วนแล้ว ให้จุดธุปเพื่อบอกกล่าวเจ้าที่ว่าเรากำลังจะมาขออยู่ ขอให้ท่านช่วยปกป้องคุ้มครอง ให้อยู่เย็นเป็นสุข ร่ำรวย อธิษฐานได้ตามปรารถนา

ขั้นตอนที่ 2 อัญเชิญพระประธานประดิษฐานในบ้าน
หลังจากสักการะเจ้าที่เรียบร้อยแล้วก็รอจนกระทั่งถึงฤกษ์มงคลเป็นอันเริ่มต้นพิธีการในขั้นตอนถัดไป ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นความเชื่อที่ผสานวิถีชาวพุทธที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่ยึดเหนี่ยวและอำนวยพรให้อยู่อาศัยอย่างสงบ ร่มเย็น ด้วยการอัญเชิญพระพุทธรูปซึ่งจะเป็นพระประธานของบ้านเข้าประดิษฐานในบ้านใหม่ ดังนั้นก่อนจะถึงวันทำพิธีนี้ควรจะมีการตระเตรียมสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเอาไว้ให้พร้อม หากมีบริเวณจะกั้นเป็นห้องพระหรือจะตั้งโต๊ะหมู่บูชา แต่ถ้าพื้นที่จำกัดจะทำหิ้งพระก็ได้

เมื่อได้ฤกษ์ยามแล้วให้หัวหน้าครอบครัว หรือผู้อาวุโสอัญเชิญพระพุทธรูปก้าวเข้าบ้านก่อนเป็นคนแรก จากนั้นประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ยังที่บูชา ในขั้นตอนนี้ให้เตรียมดอกไม้ใส่แจกัน ธูปพร้อมกระถางธูป เทียนและเชิงเทียนให้พร้อม จากนั้นสมาชิกครอบครัวและผู้ร่วมพิธีพร้อมหน้ากันนมัสการ จุดธูปเทียนตั้งจิตอธิษฐานให้บังเกิดความสุข สงบ ร่มเย็น ตั้งมั่นอยู่บนคุณธรรม ความดี มีเมตตาต่อกัน

ขั้นตอนที่ 3 นำของมงคลเข้าบ้าน
เป็นขั้นตอนที่สนุกสนานและรื่นเริงที่สุด ถ้าหากมีคนมาร่วมพิธีสามารถนำขอมงคลตามหลังคนที่อัญเชิญพระพุทธรูปเข้ามาในบ้านพร้อมๆ กันได้เลย แต่ถ้าหากมีคนน้อยก็อาจจะอัญเชิญพระพุทธรูปก่อนแล้วจึงนำของมงคลเข้าบ้านก็ได้ ของมงคลที่ว่านั้น ได้แก่ ฟัก แฟง แตงล้าน กล้วย อ้อย มะพร้าว สาลี่ ทับทิม ส้ม ข้าวสารเต็มถุง น้ำดื่มเต็มขวดหรือเต็มถัง กะปิ พริกแห้ง น้ำปลา น้ำตาลทราย หอมแดง อาหารแห้งต่างๆ ซึ่งเป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ สามารถเลือกเตรียมตามความสะดวก

 จะใช้อาหารกระป๋องก็ได้ เสริมมงคลขึ้นไปอีกด้วยขนมไทยที่มีชื่อมงคลอย่าง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เป็นต้น จัดวางไว้ที่โต๊ะกลางบ้าน และเพื่อให้เกิดความบริบูรณ์พูนทวีด้วยทรัพย์สินก็ให้นำของมีค่า เครื่องใช้ต่างๆ มาวางรวมกัน เช่น เงินตามจำนวนที่เป็นเลขมงคล เช่น 999 บาท ทอง และเครื่องประดับ รวมไปถึงเครื่องใช้ต่างๆ ภาชนะ เครื่องครัว หมอน แต่ขอให้เป็นของที่ซื้อมาใหม่ เปิดม่าน เปิดไฟให้สว่างไสว และเปิดเพลงหรือดนตรีให้เกิดความมีชีวิตชีวา และอาจจะเตรียมดอกไม้มงคลเพื่อโปรยในบริเวณบ้านก็ได้ เช่น ดอกรัก ดอกดาวเรือง ดอกกุหลาบ รวมไปถึงข้าวตอก ถั่ว งา

ที่สำคัญคือในวันนี้ขอให้พูดจากันในสิ่งที่เป็นมงคลและไพเราะ รวมไปถึงประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม และ
เพียง 3 ขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อนและยุ่งยากนี้ คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง และย้ายเข้าสู่บ้านหลังใหม่ได้อย่างสบายใจ การทำสิ่งดีๆ ก่อนย้ายเข้าบ้านใหม่นั้นก็อาจส่งผลให้เราเกิดความสุขสบาย ร่มเย็น ร่ำรวยและมั่งมีแวดล้อมไปด้วยมิตรไมตรีจากเพื่อนบ้านได้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ย่อมขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ ความพร้อมของเจ้าของบ้านด้วย

ดาวอังคาร ที่แห่งนี้เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่จริงหรือไม่

หลายๆคน คงเคยได้ยินว่าถ้าเราอยู่บนโลกไม่ได้ ที่อยู่อาศัยต่อไปก็คงเป็นอาวอังคาร เพราะความเป็นไปได้ในการส่งมนุษย์ไปดาวอังคารเริ่มเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น เมื่อยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ ของนาซาหรือองค์การบริหารการบินอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) สามารถลงจอดบนดาวอังคารได้อย่างปลอดภัย เพื่อปฏิบัติภารกิจในการหาร่องรอยว่าที่แห่งนี้เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่จริงหรือไม่ หากอยากรู้เพิ่มเติมก็สามารถอ่านจากบทความของเราได้เลย

ที่ผ่านมา มนุษย์มีความพยายามในการสำรวจดาวอังคารมาโดยตลอด ซึ่งองค์ประกอบที่ช่วยให้สิ่งมีชีวิตสามารถเกิดได้นั้น นักชีวดาราศาสตร์เชื่อว่ามีด้วยกัน 3 อย่าง ได้แก่ น้ำ พลังงาน และสารประกอบอินทรีย์

ทั้งนี้ ในจักรวาลหรือเอกภพ (Universe) นั้น มีพลังงานและสารประกอบอินทรีย์มากมายอยู่แล้ว ดังนั้น หากพบร่องรอยของน้ำ ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่จริง

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์มองว่า ออกซิเจน ที่มีจำนวนมากสามารถทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นได้ ดังนั้น หากค้นพบว่าดาวเคราะห์ดวงใดมีโอโซนอยู่ในชั้นบรรยากาศ ก็มีโอกาสสูงที่ดาวเคราะห์ดวงนั้นจะมีสิ่งมีชีวิตด้วยเช่นกัน เพราะโอโซนคือสารประกอบที่เกิดจากออกซิเจน เมื่อพบโอโซนในปริมาณมากก็จะพบออกซิเจนในปริมาณที่มากด้วยเช่นกัน

หากการพิสูจน์หาร่องรอยสิ่งมีชีวิตสามารถทำได้สำเร็จ ก็เท่ากับว่านอกจากโลกแล้ว ก็ยังมีดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ แต่ทำไมต้องเลือกดาวอังคาร ทั้งที่มีดาวเคราะห์อยู่มากมาย 

เคยมีชั้นบรรยากาศหนาเหมือนโลก
ดาวอังคารมีความเป็นไปได้ที่จะพบสิ่งมีชีวิตมากที่สุด โดยจากการสำรวจของนาซาพบว่าดาวอังคารเมื่อ 4,500 ล้านปีก่อน เคยมีชั้นบรรยากาศที่ประกอบไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปกคลุมหนาแน่นเท่ากับชั้นบรรยากาศของโลก และมีอุณหภูมิพื้นผิวอุ่นกว่า จึงทำให้น้ำสามารถคงอยู่ในสถานะของเหลวได้ ต่างจากปัจจุบันที่มีชั้นบรรยากาศเบาบางลงไปมากเพราะลมสุริยะ (Solar Wind) พัดชั้นบรรยากาศออกไปสู่ห้วงอวกาศ

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ของนาซาเชื่อว่าสามารถสร้างชั้นบรรยากาศให้กับดาวอังคารได้ ด้วยการสร้างสนามพลังแม่เหล็กเทียมแล้วส่งขึ้นสู่อวกาศ เพื่อไปกั้นไว้ระหว่างดวงอาทิตย์กับดาวอังคาร จะได้เป็นเกราะป้องกันดาวอังคารจากลมสุริยะ ซึ่งคืออนุภาคที่มีประจุจากดวงอาทิตย์ นั่นเอง

เมื่อชั้นบรรยากาศมีความหนาแน่นขึ้น จะทำให้อากาศบนพื้นผิวดาวอังคารอุ่นขึ้นจาก -55 องศาเซลเซียส เหลือ -4 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถทำให้น้ำแข็งแห้งหรือคาร์บอนไดออกไซด์แข็งระเหิดได้ และส่งให้ชั้นบรรยากาศมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น กลายเป็นปฏิกิริยาเรือนกระจกที่ทำให้พื้นผิวดาวอังคารอุ่นขึ้น

ขณะที่น้ำแข็งซึ่งอยู่บริเวณขั้วเหนือและขั้วใต้ของดาวอังคารจะละลายกลายเป็นน้ำ ซึ่งจากการสำรวจในอดีต นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่าน่าจะมีซากฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตอยู่ใต้น้ำแข็งของขั้วทั้งสองของดาวอังคาร หลังจากเคยพบร่องรอยท้องแม่น้ำที่เหือดแห้งมาก่อนที่คาดว่าเกิดขึ้นเมื่อ 3,500 ล้านปีก่อน

เอื้อต่อการดำรงชีวิตมากกว่าดวงจันทร์-ดาวศุกร์
นอกจากโลกแล้ว ดาวอังคารถือเป็นดาวเคราะห์ที่มีองค์ประกอบเอื้อต่อการมีสิ่งมีชีวิตหรือดำรงชีวิตมากที่สุด แม้ว่ายังไม่พบหลักฐานที่แน่ชัดของสิ่งมีชีวิต แต่องค์ประกอบต่าง ๆ ก็เอื้อต่อการดำรงชีวิตมากกว่า

  • ดินบนดาวอังคารสามารถสกัดน้ำออกมาได้
  • อุณหภูมิบนดาวอังคารไม่หนาวจัดหรือร้อนจัดเกินไป
  • มีแสงแดดเพียงพอที่จะใช้แผงโซลาร์เซลล์ได้
  • แรงโน้มถ่วงบนดาวอังคารคิดเป็น 38 เปอร์เซ็นต์ของโลก ซึ่งเชื่อกันว่าร่างกายของมนุษย์สามารถปรับตัวได้
  • มีชั้นบรรยากาศ (แม้ว่าจะเบาบาง) ที่สามารถปกป้องรังสีคอสมิก ซึ่งเป็นอนุภาคพลังงานสูงที่เกิดจากการระเบิดในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ได้
  • วันเวลาบนดาวอังคารใกล้เคียงกับโลก โดย 1 วันบนดาวอังคารเท่ากับ 24 ชั่วโมง 39 นาที 35 วินาที

ส่วนดวงจันทร์และดาวศุกร์ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้โลกด้วยเช่นกันนั้น ถือว่ายังห่างไกลจากความเป็นไปได้ที่จะดำรงชีวิตอยู่มาก โดยดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศที่เป็นเกราะป้องกันรังสีต่าง ๆ  อีกทั้งวันเวลาบนดวงจันทร์ก็ต่างจากโลกมาก โดย 1 วันบนดวงจันทร์ เท่ากับการใช้เวลาบนโลก 1 เดือน

ขณะที่ดาวศุกร์นั้นมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 400 องศาเซลเซียส ซึ่งร้อนถึงขนาดที่หลอมตะกั่วให้ละลายได้ และมีความดันบรรยากาศเทียบเท่ากับความดันใต้น้ำทะเลบนโลกที่ความลึก 900 เมตร นอกจากนี้ยังหมุนรอบตัวเองช้ามาก ทำให้ระยะเวลาบนดาวศุกร์ 1 วัน เท่ากับเวลาบนโลก 243 วันเลยทีเดียว

วิธีไล่แมลงวันในบ้านด้วยวิธีธรรมชาติ

สำหรับปัญหาแมลงกวนใจนั้น หลายๆคนคงเคยเจออย่างแน่นอน ยิ่งถ้าเป็นแมลงวันล่ะก็  นอกจากจะทำให้รู้สึกรำคาญเมื่อบินมาตอมอยู่บ่อย ๆ แล้ว แมลงวันยังเป็นพาหะนำโรคมาสู่คนในครอบครัวได้ เราจึงควรหาวิธีไล่แมลงวันในบ้านอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมและสุขลักษณะที่ดีในการใช้ชีวิตภายในบ้านของเรา

แต่วิธีไล่แมลงวันนั้นมีมากมาย แต่วันนี้วิธีที่เราจะนำมาบอกกันก็คือ วิธีไล่แมลงวันในบ้านด้วยวิธีธรรมชาติ เพราะการใช้แบบวิธีธรรมชาตินั้นย่อมดีกว่าการใช้สารเคมีอยู่แล้ว

แมลงวันเป็นพาหะนำโรคอะไรบ้าง
โรคระบาดและอาการเจ็บป่วยหลายโรคล้วนมีสาเหตุมาจากแมลงวัน หรือเป็นพาหะนำโรคนั่นเอง โดยแมลงวันไปไต่ตอมตามอาหารเน่าบูด ซากสัตว์ตาย หรือสิ่งปฏิกูล แล้วนำเชื้อโรคจำพวกแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส ที่ติดตามปีกและขาของมันมาแพร่เชื้อและถ่ายทอดเชื้อสู่คน เราจึงไม่ควรรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีแมลงวันมาตอม เพราะเชื้อโรคที่ติดมากับแมลงวันอาจปนเปื้อนลงในน้ำและอาหารเหล่านั้น แมลงวันจัดเป็นพาหะนำโรคหลายอย่าง ได้แก่ ท้องร่วง ,อหิวาตกโรค ,ตาแดง, โรคบิด,โรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ, วัณโรค ,ไข้ไทฟอยด์, ซาลโมเนลโลสิส

สาเหตุที่แมลงวันเข้ามาในบ้าน
สาเหตุที่แมลงวันมักเข้าบ้านคนหรืออยู่ตามชุมชนเป็นจำนวนมากนั้น ก็เพราะที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่มีแหล่งอาหารหรือสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การขยายพันธุ์และดำรงชีวิตของแมลงวัน ไม่ว่าจะเป็นเศษอาหารกินเหลือ กองขยะเปียกที่หมักหมมกันไว้ ซากหนูหรือซากสัตว์ตายที่เน่าเปื่อย รวมทั้งสิ่งปฏิกูลมูลสัตว์ที่ไม่ได้เก็บกวาดให้เรียบร้อย

โดยสภาพแวดล้อมเหล่านี้ถือเป็นแหล่งอาหารและสถานที่ชั้นดีในการดำรงชีพตามวงจรชีวิตของมัน ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนชื้นกำลังดี เราจึงต้องหมั่นเก็บกวาดและรักษาความสะอาดของที่อยู่อาศัยเป็นประจำ รวมทั้งรู้วิธีป้องกันและวิธีไล่แมลงวันอย่างเหมาะสม

วิธีไล่แมลงวันในบ้าน ทำได้อย่างไรบ้าง

1. ดอกเบญจมาศ
นำดอกเบญจมาศมาบีบผสมในน้ำ แล้วใส่ขวดหรือกระป๋องสเปรย์ที่ล้างสะอาดแล้วและหัวฉีดใช้งานได้อยู่ นำไปใช้ฉีดไล่แมลงวันในบ้านได้ เพราะสารไพรีทรินในดอกเบญจมาศจะออกฤทธิ์ไล่แมลงทุกชนิด ซึ่งว่าเป็นวิธีไล่แมลงวันในบ้านที่เห็นผลเร็ว แต่อาจไม่ได้ป้องกันการกลับมาขยายพันธุ์หรือทำรังของแมลงวันได้ตลอดไป

2. น้ำส้มสายชู
เราสามารถสร้างกับดักแมลงวันที่ทำจากวัตถุดิบในครัวได้ โดยนำน้ำส้มสายชูผสมกับน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ หยอดไว้ในจานก้นลึกหรือชามข้าว แล้วคลุมด้วยพลาสติกใสเจาะรูพอให้แมลงวันบินผ่านเข้าไปได้ นำมาตั้งดักจับแมลงวันให้เข้ามาตอม

3. ไม้ดอกและพืชสวนครัว
ใครที่รักการปลูกดอกไม้ ต้นไม้ หรือการจัดสวน อาจประยุกต์งานอดิเรกให้กลายมาเป็นวิธีไล่แมลงวันในบ้านแบบง่าย ๆ ได้อีกทาง โดยอาจเลือกปลูกไม้ดอกหรือพืชสวนครัวที่มีคุณสมบัติไล่แมลงอย่างกะเพรา โหระพา ดอกดาวเรือง หรือแคตนิป ก็ได้ทั้งนั้น

4. เปลือกมะนาว
เมื่อใช้มะนาวทำกับข้าวหรือเอาไปปรุงรสอาหารแล้วอย่าเพิ่งทิ้ง ให้นำเปลือกมะนาวเก็บไว้สำหรับไล่แมลงวันในบ้าน โดยรวบรวมเปลือกมะนาวประมาณ 20-25 ชิ้น ไปวางตรงบริเวณที่แมลงวันชอบบินมาไต่ตอมเป็นจำนวนมาก

5. น้ำมันยูคาลิปตัส
ของใช้ใกล้ตัวหรือเครื่องหอมที่มีส่วนผสมของน้ำมันยูคาลิปตัสก็มีส่วนช่วยในการกำจัดแมลงวัน โดยนำหยดน้ำมันยูคาลิปตัสลงบนริบบิ้นหรือแถบผ้าเล็ก ๆ พอประมาณ จนส่งกลิ่นหอมออกมา จากนั้นนำไปแขวนไปตรงประตูหรือข้างหน้า

ป้องกันแมลงวันไม่ให้เข้าบ้าน ทำได้อย่างไรบ้าง
นอกจากจะรู้วิธีไล่แมลงวันในบ้านแล้วนั้น การป้องกันแมลงวันไม่ให้เข้าบ้านก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อสุขอนามัยของสมาชิกในครอบครัวให้ห่างไกลจากพาหะนำโรค โดยเราสามารถทำได้ ดังนี้

เก็บของกิน
นำอาหาร ขนม และเครื่องดื่มเก็บไว้ในที่แห้ง อุณหภูมิพอดี และมิดชิด เช่น ตู้กับข้าว คลุมพลาสติกใส หรือใช้ฝาชีครอบ เป็นต้น

แยกขยะ
ควรแยกเศษอาหารไว้ต่างหากจากขยะประเภทอื่น มัดปากถุงนำไปทิ้งในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิดทุกวัน โดยเราอาจใช้ถังขยะแยกประเภทแทน เพื่อให้ทิ้งได้ง่ายขึ้น ไม่ปะปนในถังเดียวกัน

รักษาความสะอาด
หมั่นดูแลทำความสะอาดห้องน้ำ โรงจอดรถ และแปลงสวนหลังบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ

ดูดส้วม
การใช้บริการดูดส้วมเป็นประจำก็มีส่วนช่วยในการสร้างสุขอนามัยที่ดีให้กับคนในบ้าน ซึ่งช่วยทั้งเรื่องกลิ่นและความสะอาดของห้องน้ำไปในตัว ลดการเกิดส้วมเต็ม ซึ่งอาจทำให้เกิดกลิ่นและเป็นสาเหตุเรียกแมลงวันเข้าบ้านได้

รักษาสุขอนามัยสัตว์เลี้ยง
เปลี่ยนที่นอน ล้างทำความสะอาดพร้อมคว่ำภาชนะให้แห้ง รวมทั้งเก็บกวาดมูลสัตว์ให้เรียบร้อยในกรณีที่มีสัตว์เลี้ยงในบ้าน

ปิดประตู-หน้าต่างให้สนิท
ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท เพื่อไม่ให้แมลงวันจากข้างนอกบินเข้ามาในบ้านได้

สำหรับ วิธีไล่แมลงวันในบ้านด้วยวิธีธรรมชาติ ที่เรานำมานั้น หวังว่าจะเป็นวิธีที่ทุกคนนั้นสามารถนำไปใช้ได้  แม้ว่าแมลงวันจะเป็นแมลงตัวเล็ก ๆ ก็สร้างความรำคาญใจ รวมทั้งก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้หากไม่รู้จักวิธีไล่แมลงวันในบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ และนี่ก็เป็นเรื่องควรรู้และวิธีไล่แมลงวันฉบับชาวบ้านที่ทำได้ง่าย ๆ 

10 รายชื่อดอกไม้มีกลิ่นหอม ทั้งในตอนกลางวันและกลางคืน

สำหรับดอกไม้นั้นเป็นสิ่งสวยงามที่ผู้คนนิยมมอบให้กัน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความรักหรือความยินดี แต่ดอกไม้ก็ยังมีหลายประเภททั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ต่างๆ  วันนี้เราจึงได้รวมดอกไม้มีกลิ่นหอม ทั้งดอกไม้สีเหลือง ดอกไม้สีขาว ดอกไม้มงคล รวมถึงดอกไม้ไทยมีกลิ่นหอม ที่ส่งกลิ่นหอมในตอนกลางวันและกลางคืนมาฝากกัน 

1. ราชาวดี
อยากปลูกดอกไม้มีกลิ่นหอมสีขาว หอมแรง หอมเย็น หอมตลอดทั้งวัน ต้องปลูกต้นราชาวดี ที่เชื่อกันว่าเป็นต้นไม้ของพระราชา โดยต้นไม้ชนิดนี้เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีกิ่งแข็งเป็นกิ่งไม้เลื้อย แต่ไม่พันกัน มีดอกออกเป็นช่อยาวประมาณ 2-3 นิ้ว โดยแต่ละดอกจะใช้เวลาบานประมาณ 7-10 วัน 

ซึ่งการปลูกต้นไม้ชนิดนี้ก็ไม่ยาก เพราะไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน อีกทั้งยังสามารถโตได้กับดินทุกชนิด ดินค่อนข้างแล้งก็ยังได้ แต่หากปลูกในดินร่วนปนทรายจะดีที่สุด ส่วนเรื่องน้ำก็ไม่ต้องรดมาก เพราะต้นราชาวดีเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำมากเท่าไร ทว่าควรปลูกกลางแจ้ง เพื่อให้ต้นได้รับแสงแดดจัด ๆ ตลอดวัน ถ้าหากปลูกในที่ร่ม อาจไม่ค่อยออกดอก รวมถึงถ้าอยากให้ต้นราชาวดีดูดี ก็ควรตัดแต่งรูปทรงของต้นด้วย เพราะต้นไม้ชนิดนี้เป็นต้นไม้ที่ไม่ขึ้นเป็นรูปทรงสักเท่าไรนัก

2. จำปี

จำปี ไม้ยืนต้นขนาดกลาง ออกดอกเดี่ยว ยาวเรียว สีเหลืองครีมตามซอกใบ เป็นดอกไม้อันดับต้น ๆ ที่คนมักจะนึกถึงเวลาพูดถึงดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม ซึ่งนอกจากจะเด่นในเรื่องกลิ่นหอมฟุ้งเวลามีลมพัดผ่านแล้ว ดอกจำปียังนิยมเอามาร้อยมาลัยหรือใช้เป็นยาบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ บรรเทาอาการไอ และช่วยบำรุงหัวใจได้

ซึ่งถ้าหากคุณอยากจะปลูกต้นไม้ชนิดนี้ แนะนำให้เริ่มปลูกในช่วงปลายฤดูฝน เพราะการปลูกในช่วงปลายฤดูฝนจะช่วยให้ต้นเจริญเติบโตได้ง่าย ใช้เวลาเพียง 1 ปีหน่อย ๆ ก็ออกดอกแล้ว และในช่วงที่ปลูกอย่าลืมใส่ปุ๋ยคอกและรดน้ำทุกวัน วันละหนึ่งครั้ง หรือถ้าหากวันไหนอากาศแห้งแล้งหน่อย จะรดน้ำวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น ก็ไม่มีปัญหา แต่ควรระวังอย่าให้มีน้ำขังล่ะ

3. มะลิก้านแดง

มะลิก้านแดงเป็นไม้พุ่มเลื้อยขนาดกลาง เลื้อยได้ไกล 3-4 เมตร ออกดอกสีขาวเป็นช่อที่ปลายยอด มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ในตอนเย็นถึงตอนกลางคืน ออกดอกทั้งปี ทำให้คนไทยนำดอกมะลิก้านแดงไปสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยกันบ่อย ๆ แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เพราะดอกมะลิยังสามารถนำไปทำเป็นยาสมุนไพรแก้ปวดเมื่อยและเคล็ดขัดยอกได้ด้วย นอกจากนี้ต้นมะลิก้านแดงยังเป็นพืชที่มีชื่อเรียกหลายชื่อมาก ๆ เช่น พุทธชาดก้านแดง มะลิก้านยาว มะลิเขียว หรือมะลิฝรั่งเศส ถ้าเวลามีคนพูดชื่อเหล่านี้ที่ไหน ก็อย่าได้สับสนไป เพราะมันคือต้นเดียวกันนั่นเอง

4. พุดน้ำบุศย์, พุดน้ำบุษย์
พุดน้ำบุษย์ เป็นไม้พุ่มเตี้ย มีกิ่งก้านเยอะ แต่เปราะหักง่าย ออกดอกเดี่ยวอยู่ใกล้ปลายกิ่งตลอดทั้งปี แต่จะออกมากสุดในช่วงฤดูฝน ซึ่งในระยะที่ดอกบานแรก ๆ จะมีสีขาวนวลและส่งกลิ่นหอมฟุ้ง พอวันถัดมาก็จะค่อย ๆ กลายเป็นสีเหลืองและส่งกลิ่นหอมแรงตลอดทั้งวัน โดยจะหอมมากสุดในตอนค่ำ ๆ ซึ่งสามารถหอมได้ไกลถึง 2-3 เมตร ส่วนระยะเวลาในการบาน แต่ละดอกจะบานอยู่ประมาณ 7 วัน

พุดน้ำบุษย์เป็นพืชที่สามารถปลูกได้ทั้งในแปลงดินและในกระถาง อีกทั้งยังขยายพันธุ์ได้ทั้งการปักชำและตอนกิ่ง โดยจะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ซึ่งเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ และระบายน้ำได้ดี เนื่องจากต้นไม้ชนิดนี้ต้องรดน้ำทั้งเช้าและเย็น เพราะเป็นต้นที่ชอบความชื้น รวมถึงชอบแสงแดดจัด ๆ ตลอดทั้งวันด้วย

5. สเลเต

สเลเตหรือต้นมหาหงส์ เป็นไม้หัวล้มลุก มีเหง้าคล้ายขิง มีลำต้นอยู่ใต้ดิน ส่วนก้านใบโผล่ขึ้นมาเหนือดิน ดอกมีลักษณะเป็นช่ออยู่บริเวณปลายยอด ช่อละ 3-6 ดอก มีสีขาวนวลบริสุทธิ์หรือสีเหลืองแซม ออกเป็นช่อตลอดปี แต่เวลาบานไม่บานทั้งช่อ ค่อย ๆ ทยอยกันบาน  เป็นดอกไม้ที่จะเริ่มส่งกลิ่นหอมในเวลาเย็น ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่นิยมปลูกต้นสเลเตกันมาก

ซึ่งวิธีการปลูกที่นิยมที่สุด คือ การแยกหน่อ โดยสเลเตเป็นพืชที่ชอบพื้นดินชื้นแฉะหรือน้ำขัง แต่ก็สามารถปลูกในที่แห้งหรือในกระถางได้เหมือนกัน โดยต้องให้น้ำมากเป็นพิเศษ จึงจะออกดอกได้ดี

6. ประยงค์
ประยงค์ ไม้ดอกไม้ประดับที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีลำต้นเตี้ย กิ่งดก ใบดก เป็นพุ่มหนา มีดอกสีเหลืองสวย เป็นช่อสั้น ๆ ออกตามซอกใบ รูปร่างกลมเล็ก ไม่บาน ลักษณะคล้ายไข่ปลา มีกลิ่นหอมแรง หอมไกล โดยส่วนมากนิยมนำมาชงเป็นชาดื่มหรือใช้อบผ้าเพิ่มความหอม และนอกจากจะมีกลิ่นที่หอมแล้ว ต้นประยงค์ยังเป็นพุ่มสวย ทนทาน ปลูกง่าย อายุยืน ทำให้คนไทยนิยมปลูกต้นไม้ชนิดนี้กันมาก 

โดยเราสามารถปลูกต้นประยงค์ได้ทั้งการตอน การปักชำ และการเพาะเมล็ด แต่หากอยากให้ต้นไม่สูงใหญ่จนเกินไป รวมถึงออกดอกได้ดีตลอดทั้งปี แนะนำให้ขยายพันธุ์ด้วยการตอนและปักชำ อีกทั้งยังเหมาะจะทำในฤดูฝน เพราะอากาศไม่ร้อน และต้นไม้จะได้รับน้ำอย่างเต็มที่ด้วย 

7. บุหงาส่าหรี

พรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในหมู่เกาะบาร์บาโดส เป็นไม้พุ่มยืนต้นทรงกระบอกขนาดกลาง ออกดอกเป็นช่อตลอดทั้งปี ส่วนมากจะออกตรงกิ่งอ่อน มีสีขาว มีกลิ่นหอม โดยจะหอมมากในช่วงเย็น ๆ จนถึงกลางคืน แต่ในตอนเช้ากลิ่นจะจางลง และหายไปในช่วงบ่าย ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วดอกบุหงาส่าหรีค่อนข้างจะร่วงหลุดง่าย แต่คนก็ยังนิยมปลูก เนื่องจากบุหงาส่าหรีเป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ตายยาก โตเร็ว ทนในทุกสภาพดิน สามารถปลูกได้ทั้งในกระถางและในแปลงดิน ต้องการน้ำไม่มาก แต่ก็ต้องไม่ขาด ไม่งั้นใบจะเฉา และสุดท้ายต้นไม้ชนิดนี้สูงและโตไวมาก ดังนั้นจึงควรตัดแต่งกิ่งก้านบ่อย  ๆ เพื่อรักษารูปทรงและไม่ให้สูงจนเกินไปนัก 

8. สายหยุด
สายหยุด ไม้พุ่มรอเลื้อย มีดอกเดี่ยวสีเหลือง ออกตามซอกใบ โดยดอกจะบานและส่งกลิ่นหอมมาก ๆ ในตอนเช้า แต่พอตกสายหรือเมื่อเจออากาศร้อน กลิ่นก็จะค่อย ๆ หายไป โดยคนส่วนมากนิยมนำดอกสายหยุดมาปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับเพิ่มความสวยงามแก่บ้าน สร้างร่มเงาบังแดด บังฝน และนำไปทำน้ำมันหอมระเหย รวมถึงดอกสายหยุดยังมีฤทธิ์บำรุงหัวใจ แก้ไขหวัด ท้องอืด และอาการเวียนหัวด้วย

โดยวิธีการปลูกสายหยุดก็ทำได้ง่าย ๆ ทั่วไป ด้วยการเพาะเมล็ด เนื่องจากการปลูกด้วยวิธีนี้ให้ต้นใหญ่ กิ่งเยอะ อายุยืน ต่างจากวิธีอื่น ๆ ที่เสี่ยงทำให้ต้นตายง่าย ทว่าปลูกแล้วไม่ใช่ว่าสายหยุดจะออกดอกเลย ต้องใช้เวลารอสักหน่อย ประมาณ 3-4 ปี

9. สายน้ำผึ้ง
สายน้ำผึ้งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง ไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นไม้เถาเลื้อยทรงพุ่มขนาดเล็ก มีผลแบบเบอร์รีสีดำ ดอกมีสีขาว ทรงกรวย ยาว 4 เซนติเมตร โดยจะออกดอกเป็นช่อ ช่อละประมาณ 20 ดอก ส่งกลิ่นหอมสดชื่นตลอดทั้งปี ซึ่งนอกจากดอกสายน้ำผึ้งจะเป็นดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมตอนกลางคืนหรือช่วงค่ำ ๆ ไปจนถึงเช้าแล้ว ดอกไม้ชนิดนี้ยังสามารถนำไปทำยาช่วยขับพิษ นำไปเพิ่มรสหวานในขนมและเครื่องดื่ม แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิวและผมของสาว ๆ ได้ด้วย

 10. แก้วเจ้าจอม

แก้วเจ้าจอม เป็นไม้พุ่มทรงค่อนข้างกลม ขนาดกลาง ออกดอกเดี่ยวสีฟ้าอมม่วงหรือฟ้าคราม เป็นกระจุกประมาณ 3-4 ดอกที่ปลายยอด มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ และโดดเด่นด้วยความสวย อีกทั้งผงของดอกแก้วเจ้าจอมสามารถนำไปสกัดเป็นชาบำรุงกำลังได้

โดยต้นแก้วเจ้าจอมนิยมปลูกด้วยการเพาะเมล็ด เพราะมีการติดเมล็ดมาก อีกทั้งยังสามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด มีอายุยืน เลี้ยงง่าย แค่ขอให้โดนแดดเต็มวันและได้รับน้ำปานกลาง ทว่าหากคิดจะปลูกต้นแก้วเจ้าจอม ก็ควรระวังอย่าได้ปลูกใกล้ต้นไม้ชนิดอื่น ๆ เด็ดขาด เนื่องจากต้นไม้ชนิดนี้เป็นต้นไม้ที่โตช้า พอถึงเวลาโตแล้วดันมีต้นไม้อื่น ๆ มาบดบังก็อาจจะทำให้รูปร่างไม่เป็นพุ่ม เป็นทรงได้

เราก็ได้รู้กันแล้วว่า 10 รายชื่อดอกไม้มีกลิ่นหอม ทั้งในตอนกลางวันและกลางคืน นั้นมีอะไรบ้าง ดอกไม้มีกลิ่หอมนั้นอาจจะมีหลายชนิดมากกว่าที่เรานำมา บทความนี้เป็นเพียงการยกมาสิบชนิดเท่านั้น เพราะประเทศไทยของเรานั้นยังมีดอกไม้อีกมากมายให้เลือกปลูก หากบ้านใครมีพื้นที่เหลือๆ ก็อาจจะนำดอกไม้เหล่านี้ไปปลูกเพื่อเพิ่มความสวยงามก็ได้

ปัญหาบ้านรก ต้องจัดการยังไงดี 

ปัญหาโลกแตกสำหรับมนุษย์เมืองที่ต้องทำงานแทบทุกวัน ก็คงหนีไม่พ้น ปัญหาบ้านรก ต้องจัดการยังไงดี เพราะ หากคุณเป็นคนที่ต้องทำงานข้างนอกบ้านทุกวัน หยุดแค่วันเสาร์และอาทิตย์ เมื่อได้มีวันหยุดที่แสนสั้นคุณก็อยากจะพักผ่อนหรือทำธุระสำคัญอย่างเต็มที่ ดังนั้นถ้าจะให้ทำความสะอาดบ้านเพื่อไม่ให้บ้านรกอย่างจริงจัง ก็คงลืมไปได้เลย วันนี้เรามีเคล็ดลับง่ายๆ ในการทำความสะอาดบ้านหรือจะให้ง่ายกว่านั้นก็ทำบ้านให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องมาปวดหัวกับการทำความสะอาดบ่อยๆ อีกต่อไปแล้ว ใครอยากรู้บ้างว่าทำอย่างไร ตามมาดูกันได้เลย

1. เก็บของไว้ใต้เตียง
อยากจะบอกว่าพื้นที่ใต้เตียงนี่กว้างมากกว่าที่คุณคิดอีก ของที่ไม่ใช้แล้วหรือนานๆ ใช้ทีเอาใส่กล่องแล้วยัดไว้ใต้เตียงนี่แหละง่ายที่สุด แต่ควรทำความสะอาดใต้เตียงให้เรียบร้อยไร้ฝุ่นก่อนนะ เพียงคุณมีเตียงที่มีพื้นที่ว่างข้างใต้เตียงเยอะๆ ปัญหาบ้านรก ต้องจัดการยังไงดี ของท่านก้จะหมดไป

2. จัดทุกอย่างลงกล่อง
การทำความสะอาดที่ง่ายที่สุดคือจัดของที่ไม่จำเป็นลงกล่องแล้วปิดให้เรียบร้อย ประหยัดเวลาในการเก็บและหาของที่ต้องการได้ง่ายอีกด้วย กล่องใส่ของมีดีไซน์สวยๆ หลายแบบทั้งกล่องไม้ใบใหญ่แบบในภาพที่เอาวางไปปลายเตียงเพื่อเก็บหนังสือ ของเล่น หมอนหรือผ้าห่มที่ไม่ต้องการ ดีกว่าทิ้งไว้บนเตียงหรือโยนไว้ตามมุมต่างๆ ของบ้าน

3. จัดวางข้าวของให้เป็นระเบียบ
หากเราทำนิสัยให้เป็นคนจัดของให้เป็นระเบียบได้เราจะไม่ต้องเหนื่อยทำความสะอาดเลย เพราะการจัดของเข้าที่นั้นจะช่วยให้มีพื้นที่ใช้งานที่มากขึ้น จะหาของอะไรก็หาได้ง่าย ดูเรียบร้อยไม่รกตาและยังทำความสะอาดได้ง่ายอีกด้วย

 4. อย่าปล่อยให้กระจกขุ่นมัว
เมื่อไรที่กระจกมีฝุ่นจับหรือเป็นฝ้ามัวจะทำให้เรารู้สึกว่าบ้านสกปรกไปด้วย ทางที่ดีความทำความสะอาดกระจกไว้เลยเป็นอันดับแรกโดยเริ่มจากปัดฝุ่นด้วยไม้ขนไก่ ถ้ายังไม่สะอาดก็ใช้น้ำยาเช็ดกระจกแล้วใช้ผ้าแห้งหรือกระดาษหนังสือพิมพ์เช็ดอีกที ทีนี้กระจกจะใสปิ๊งจนรู้สึกว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

5. ใต้บันไดอย่าให้ว่าง
ใครว่าใต้บันไดเป็นพื้นที่สำหรับห้องน้ำเท่านั้น? เก็บของใต้บันไดอย่างมีดีไซน์แบบนี้ดูสิ เป็นตู้ลิ้นชักเลื่อนที่สามารถเก็บของใช้ต่างๆ เสื้อผ้าและรองเท้าได้อย่างเป็นระเบียบ รองเท้าเริ่มเยอะเมื่อไรก็จับมาใส่ตู้ใต้บันไดได้หมดเลย

6. อย่าสะสมของที่ไม่จำเป็น
เคยเป็นบ้างไหมนิสัยชอบหยิบหนังสือพิมพ์แจกฟรี ใบปลิวแล้วเอากลับมาวางรกๆ ไว้ที่บ้าน ขอบอกว่านี่แหละเป็นตัวการบ้านรก เอกสารที่อ่านแล้วและไม่ใช้ก็ควรแยกไว้เป็นกระดาษรีไซเคิลหรือจะรวมแล้วมัดเอาไว้จะได้ทิ้งง่ายๆ อีกด้วย

7. ซักผ้าม่าน
ผ้าม่านเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างสีสันบรรยากาศให้กับบ้าน แต่ก็เป็นตัวร้ายเช่นกันเพราะฝุ่นชอบไปเกาะสะสมกันที่ผ้าม่าน การใช้ไม้ขนไก่ปัดที่ผ้าม่านทุกวันจะช่วยให้เราไม่ต้องทำความสะอาดมากนัก แต่หากผ้าม่านอมฝุ่นแล้วก็คงต้องถอดออกมาซักให้หมดจดเสียแล้วล่ะ

8. ทำความสะอาดห้องน้ำทุกวัน
ห้องน้ำเป็นห้องที่สำคัญอีกห้องหนึ่งของบ้าน ควรเป็นห้องที่สะอาดที่สุดเพราะเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคเลยทีเดียว การทำความสะอาดห้องน้ำมักจะเป็นงานยาก เหนื่อยและใช้เวลามาก ดังนั้นเวลาอาบน้ำก็ขัดๆ ถูๆ พื้นห้องน้ำไปด้วย จะได้ไม่เปลืองแรงขัดหนักๆ อีกต่อไป

วิธีง่ายๆ เหล่านี้เป็นเคล็ดที่ไม่ลับสำหรับทุกบ้านที่เอาไว้ใช้เป็นแนวทางในการทำให้บ้านสะอาดได้ ลองทำดูแล้วรับรองคุณจะต้องชอบแน่นอน ปัญหาบ้านรก ต้องจัดการยังไงดี ก็จะหมดไป โดยไม่ต้องมีขั้นตอนที่ยุ่งยากเลย