เครียดจากงาน เสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้

      หลายคนนั้นมักจะสะสมความเครียดจากงานเอาไว้มากๆ จนวันนึงความเครียดนั้นจะส่งผลต่อสุขภาพทางร่างกาย และจิตใจ เพราะความเครียดที่สะสมนั้นอาจจะมาจากการที่ทำงานเสร็จไม่ตรงเวลา หรือรับงานมามากเกินไป เพราะไม่มีใครยอมรับ จริงๆแล้ว เราควรทำงานให้พอดีกับตนเอง ไม่มากไปไม่น้อยไป การทำงานนั้นต้องจริงจังก็จริงแต่ควรจะมีมุมที่ผ่อนคลายบ้าง

      หากคุณต้องทำงานที่มีความรับผิดชอบสูง แต่ขาดการควบคุมอารมณ์ที่ดี อาจส่งผลให้คุณป่วยเป็นโรคถึงขั้นเสียชีวิตได้ การศึกษาที่ทำการวิเคราะห์ผลการศึกษาในยุโรปที่มีอยู่แล้ว 13 ชิ้น ที่ศึกษากลุ่มตัวอย่างกว่า 200,000 คน ที่มีงานทำและไม่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเส้นเลือดตีบตันใน 7 ประเทศของยุโรป พบว่า “ความเครียดในงาน” มีส่วนเชื่อมโยงต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจวาย และเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ที่เพิ่มขึ้นถึง 23%

      แม้ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจจะน้อยกว่าการสูบบุหรี่หรือการไม่ออกกำลังกายค่อนข้างมาก แต่ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์แลนเซ็ต  ระบุว่า พนักงานที่มีความเครียดในที่ทำงาน มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจ มากกว่าความเครียดที่เกิดจากรณีอื่น ๆ


มูลนิธิหัวใจอังกฤษ เผยว่า ประเด็นสำคัญของการศึกษาครั้งนี้คือ เพื่อที่จะทราบถึงวิธีการรับมือต่อปัญหาในที่ทำงานได้อย่างไร โดยทีมนักวิจัยจากยูนิเวอร์ซิตี้ คอลเลจ กรุงลอนดอน เผยว่าการทำงานในทุกสาขาอาชีพอาจนำไปสู่ภาวะเครียดได้ง่าย โดยเฉพาะอาชีพที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางจะเกิดความเครียดได้ง่ายกว่าอาชีพที่ไม่ต้องใช้ทักษะมากนัก เช่นแพทย์ที่ต้องตัดสินใจรักษาคนไข้จะมีความเครียดมากกว่าคนงานในโรงงาน


      เมื่อศึกษาผลการศึกษาทั้ง 13 ชิ้นที่มีอยู่แล้วพบว่า ในช่วงต้นของการทำวิจัย กลุ่มตัวอย่างจะได้รับคำถามว่า พวกเขาได้รับงานมากเกินไปหรือไม่มีเวลาเพียงพอในการทำงานหรือไม่ หรือคำถามที่ว่าพวกเขามีเสรีภาพในการตัดสินใจในงานที่ทำมากเพียงใด ก่อนที่จะมีการแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม คือเครียดและไม่เครียด  ซึ่งพบว่าความเครียดในงานมีส่วนเกี่ยวข้องเล็กน้อย ทว่าเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ

นักวิจัยกล่าวว่า การลดความเครียดในการทำงานได้ จะช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ร้อยละ 3.4 และมากถึงร้อยละ 36 หากหยุดสูบบุหรี่ มหาวิทยาลัยลอนดอนคอลเลจ ระบุว่า พนักงานที่ทำงานภายใต้ความเครียดมากๆ ในที่ทำงานประมาณร้อยละ 23 มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน และโรคหัวใจในอนาคตได้