ปัญหาบ้านรก ต้องจัดการยังไงดี 

ปัญหาโลกแตกสำหรับมนุษย์เมืองที่ต้องทำงานแทบทุกวัน ก็คงหนีไม่พ้น ปัญหาบ้านรก ต้องจัดการยังไงดี เพราะ หากคุณเป็นคนที่ต้องทำงานข้างนอกบ้านทุกวัน หยุดแค่วันเสาร์และอาทิตย์ เมื่อได้มีวันหยุดที่แสนสั้นคุณก็อยากจะพักผ่อนหรือทำธุระสำคัญอย่างเต็มที่ ดังนั้นถ้าจะให้ทำความสะอาดบ้านเพื่อไม่ให้บ้านรกอย่างจริงจัง ก็คงลืมไปได้เลย วันนี้เรามีเคล็ดลับง่ายๆ ในการทำความสะอาดบ้านหรือจะให้ง่ายกว่านั้นก็ทำบ้านให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องมาปวดหัวกับการทำความสะอาดบ่อยๆ อีกต่อไปแล้ว ใครอยากรู้บ้างว่าทำอย่างไร ตามมาดูกันได้เลย

1. เก็บของไว้ใต้เตียง
อยากจะบอกว่าพื้นที่ใต้เตียงนี่กว้างมากกว่าที่คุณคิดอีก ของที่ไม่ใช้แล้วหรือนานๆ ใช้ทีเอาใส่กล่องแล้วยัดไว้ใต้เตียงนี่แหละง่ายที่สุด แต่ควรทำความสะอาดใต้เตียงให้เรียบร้อยไร้ฝุ่นก่อนนะ เพียงคุณมีเตียงที่มีพื้นที่ว่างข้างใต้เตียงเยอะๆ ปัญหาบ้านรก ต้องจัดการยังไงดี ของท่านก้จะหมดไป

2. จัดทุกอย่างลงกล่อง
การทำความสะอาดที่ง่ายที่สุดคือจัดของที่ไม่จำเป็นลงกล่องแล้วปิดให้เรียบร้อย ประหยัดเวลาในการเก็บและหาของที่ต้องการได้ง่ายอีกด้วย กล่องใส่ของมีดีไซน์สวยๆ หลายแบบทั้งกล่องไม้ใบใหญ่แบบในภาพที่เอาวางไปปลายเตียงเพื่อเก็บหนังสือ ของเล่น หมอนหรือผ้าห่มที่ไม่ต้องการ ดีกว่าทิ้งไว้บนเตียงหรือโยนไว้ตามมุมต่างๆ ของบ้าน

3. จัดวางข้าวของให้เป็นระเบียบ
หากเราทำนิสัยให้เป็นคนจัดของให้เป็นระเบียบได้เราจะไม่ต้องเหนื่อยทำความสะอาดเลย เพราะการจัดของเข้าที่นั้นจะช่วยให้มีพื้นที่ใช้งานที่มากขึ้น จะหาของอะไรก็หาได้ง่าย ดูเรียบร้อยไม่รกตาและยังทำความสะอาดได้ง่ายอีกด้วย

 4. อย่าปล่อยให้กระจกขุ่นมัว
เมื่อไรที่กระจกมีฝุ่นจับหรือเป็นฝ้ามัวจะทำให้เรารู้สึกว่าบ้านสกปรกไปด้วย ทางที่ดีความทำความสะอาดกระจกไว้เลยเป็นอันดับแรกโดยเริ่มจากปัดฝุ่นด้วยไม้ขนไก่ ถ้ายังไม่สะอาดก็ใช้น้ำยาเช็ดกระจกแล้วใช้ผ้าแห้งหรือกระดาษหนังสือพิมพ์เช็ดอีกที ทีนี้กระจกจะใสปิ๊งจนรู้สึกว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

5. ใต้บันไดอย่าให้ว่าง
ใครว่าใต้บันไดเป็นพื้นที่สำหรับห้องน้ำเท่านั้น? เก็บของใต้บันไดอย่างมีดีไซน์แบบนี้ดูสิ เป็นตู้ลิ้นชักเลื่อนที่สามารถเก็บของใช้ต่างๆ เสื้อผ้าและรองเท้าได้อย่างเป็นระเบียบ รองเท้าเริ่มเยอะเมื่อไรก็จับมาใส่ตู้ใต้บันไดได้หมดเลย

6. อย่าสะสมของที่ไม่จำเป็น
เคยเป็นบ้างไหมนิสัยชอบหยิบหนังสือพิมพ์แจกฟรี ใบปลิวแล้วเอากลับมาวางรกๆ ไว้ที่บ้าน ขอบอกว่านี่แหละเป็นตัวการบ้านรก เอกสารที่อ่านแล้วและไม่ใช้ก็ควรแยกไว้เป็นกระดาษรีไซเคิลหรือจะรวมแล้วมัดเอาไว้จะได้ทิ้งง่ายๆ อีกด้วย

7. ซักผ้าม่าน
ผ้าม่านเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างสีสันบรรยากาศให้กับบ้าน แต่ก็เป็นตัวร้ายเช่นกันเพราะฝุ่นชอบไปเกาะสะสมกันที่ผ้าม่าน การใช้ไม้ขนไก่ปัดที่ผ้าม่านทุกวันจะช่วยให้เราไม่ต้องทำความสะอาดมากนัก แต่หากผ้าม่านอมฝุ่นแล้วก็คงต้องถอดออกมาซักให้หมดจดเสียแล้วล่ะ

8. ทำความสะอาดห้องน้ำทุกวัน
ห้องน้ำเป็นห้องที่สำคัญอีกห้องหนึ่งของบ้าน ควรเป็นห้องที่สะอาดที่สุดเพราะเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคเลยทีเดียว การทำความสะอาดห้องน้ำมักจะเป็นงานยาก เหนื่อยและใช้เวลามาก ดังนั้นเวลาอาบน้ำก็ขัดๆ ถูๆ พื้นห้องน้ำไปด้วย จะได้ไม่เปลืองแรงขัดหนักๆ อีกต่อไป

วิธีง่ายๆ เหล่านี้เป็นเคล็ดที่ไม่ลับสำหรับทุกบ้านที่เอาไว้ใช้เป็นแนวทางในการทำให้บ้านสะอาดได้ ลองทำดูแล้วรับรองคุณจะต้องชอบแน่นอน ปัญหาบ้านรก ต้องจัดการยังไงดี ก็จะหมดไป โดยไม่ต้องมีขั้นตอนที่ยุ่งยากเลย

พรมมีคราบฝังแน่น ทำความสะอาดอย่างไรให้เหมือนใหม่

พรมนั้นเป็นสิ่งที่กักเก็บสิ่งสกปรก โดยสิ่งสกปรกที่ว่าจะก่อปัญหาสุขภาพให้กับคนที่อาศัยอยู่ภายในบ้าน โดยเฉพาะกับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ มันสามารถเป็นต้นเหตุที่ทำให้อาการแย่ลงถึงขั้นวิกฤตเลยก็ได้ แต่ถ้าดูเพียงแค่ผ่านตา คุณอาจจะไม่คิดว่าพรมที่บ้านของคุณนั้นสกปรก

1. กำจัดคราบเลอะต่างๆ
1.1 หากเป็นคราบที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ให้ลองสังเกตุว่าบนพรมนั้นมีคราบอะไรที่ยังไม่ได้ฝังลึกหรือซึมเข้าไปในตัวพรมหรือไม่ ถ้ามีให้รีบทำความสะอาดทันที เช่น การนำผ้า ทิชชู่ หรือลูกขัดใยสังเคราะห์ (ด้านฟองน้ำ) มาซับน้ำที่เพิ่งหกลงไปบนพรม โดยอย่าปล่อยให้เศษอาหารหรือเครื่องดื่มซึมเข้าไปในพรมเด็ดขาด เพราะนอกจากที่คราบและกลิ่นจะฝังแน่นแล้ว เมื่อสิ่งสกปรกเหล่านั้นรั่วซึมไปถึงส่วนก้นของพรม มันก็จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดเชื้อราและแบคทีเรียต่างๆได้

ข้อแนะนำ : ถ้าคุณรู้ว่ามีคนในบ้านหรือแขกที่กำลังรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำใกล้กับพรมที่พื้นอยู่ แนะนำให้พวกเขาเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นเพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านั้นตกลงสู่พรม หรือหาอุปกรณ์ที่เสริม เช่น ที่รองแก้ว เพื่อป้องกันน้ำที่จะหกลงสู่พรม

1.2 หากเป็นคราบฝังแน่น มีความเข้มข้นสูง เช่น เลือด ให้นำผ้าหรือลูกขัดใยสังเคราะห์ (ด้านฟองน้ำ) ชุบน้ำบิดให้อยู่ในระดับเปียกหมาดๆ และค่อยๆ นำมาซับคราบที่ฝังแน่นออกโดยห้ามขยี้หรือขัด เพราะอาจจะทำให้พรมเกิดความเสียหายได้ การทำแบบนี้จะช่วยทำให้คราบฝังแน่นนั้นจางลง และทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นในขั้นตอนถัดๆไป

ข้อแนะนำ : เพื่อให้คราบที่ฝังแน่นลดน้อยลงที่สุด หลังจากทำตามวิธีด้านบนแล้ว ให้นำทิชชู่ (แบบที่ซึมซับน้ำได้ดี) มาวางไว้ ณ จุดที่เกิดรอยเปื้อน แล้วให้นำวัตถุที่มีความหนักมาวางทับทิชชู่นั้นไว้ เพื่อให้น้ำจากตัวพรม พร้อมกับคราบฝังแน่นถูกดูดขึ้นไปทิชชู่นั่นเอง

1.3  คราบเฉพาะจุดที่มาพร้อมกลิ่น หนึ่งสิ่งที่ช่วยขจัดคราบเฉพาะจุดได้ดีที่สุดก็คือน้ำโซดา โดยถ้าคุณเผลอทำน้ำผลไม้หรือไวน์หกลงไปบนพรม คุณสามารถเทน้ำโซดา (จำนวนไม่มาก) ลงไปบนพรม ปล่อยให้มันทำปฏิกิริยากับรอยนั้นสัก 10-15 วินาที และค่อยใช้ผ้าซับๆออก มันสามารถสลายคราบพร้อมกับกลิ่นที่มาจากสิ่งเหล่านั้นได้ด้วย

ข้อแนะนำ : ควรเทน้ำโซดาลงไปบนพรมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (½ – 1 ฝา) เพราะถ้าคุณเทมากเกินไป มันจะเหมือนน้ำที่ซึมลงไปด้านล้างสุดของพรม และทำให้เกิดเชื้อราได้

1.4 คราบหมึกซึม ถ้าคราบที่เกิดขึ้นบนพรมคือรอยหมึกจากปากกา แนะนำให้คุณลองใช้นมผสมกับแป้งข้าวโพด โดยหลังจากคุณทำการผสมในถ้วยให้เข้ากันแล้ว ให้เทมันลงบนคราบหมึก แล้วใช้แปรงสีฟันที่แห้งค่อยๆถูมันออกอย่างละเมียดละไม หมึกเหล่านั้นจะลอยขึ้นมาและซึมกลับไปที่ขนของแปรงสีฟัน

2. กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์
2.1 น้ำส้มสายชู น้ำส้มสายชูนั้นเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการกำจัดกลิ่นและคราบเล็กๆน้อยๆ และเพื่อไม่ให้พรมของคุณเต็มไปด้วยกลิ่นของน้ำส้มสายชู (ที่มากเกินไป) คุณจึงควรผสมน้ำสมสายขูเข้ากับน้ำเปล่าที่อัตราส่วน 1:1 ลงไปในขวดสเปรย์ และฉีดมันไปที่จุดที่มีคราบที่ส่งกลิ่น หลังจากนั้นค่อยนำผ้าแห้งค่อยๆซับมันออก

ข้อแนะนำ : คุณสามารถใช้น้ำส้มสายชูกำจัดคราบเล็กๆ รวมไปถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้เกือบทุกชนิด   

2.2 เบกกิ้งโซดา เป็นอีกหนึ่งของใช้ในครัวเรือนที่มีประโยชน์หลากหลายด้านมากๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการกำจัดกลิ่นที่ฝังแน่นบนพรม ซึ่งวิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ได้ผลดีมากเพื่อกำจัดกลิ่นที่เหม็นไปทั่วบ้านของคุณ เช่น กลิ่นควันบุหรี่ เพียงแค่คุณโรยผงเบกกิ้งโซดาลงไปบริเวณที่พรม ทิ้งไว้สัก 1-2 ชั่วโมง จากนั้นค่อยดูดฝุ่นอีกที เท่านี้กลิ่นฝังแน่นที่อบอวลไปทั่วบ้านก็จะหายไป

ข้อแนะนำ : คุณควรโรยผงเบกกิ้งโซดาเฉพาะบริเวณที่ส่งกลิ่นเท่านั้น เพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาด

2.3 มันฝรั่ง มันอาจจะดูเป็นสิ่งแปลกที่จะนำมาวางไว้บนพรม แต่จริงๆแล้ว มันฝรั่งนั้นมีสรรพคุณช่วยลดกลิ่นได้ เพียงแค่คุณขูดมันฝรั่งออกมาเป็นชิ้นๆและนำไปวางไว้บนพรม ปล่อยทิ้งไว้สัก 4-5 ชั่วโมง แล้วค่อยดูดฝุ่นหลังจากนั้น กลิ่นเหม็นต่างๆก็จะบรรเทาลง

ข้อแนะนำ : ในขั้นตอนสุดท้าย ควรใช้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นหรือเครื่องดูดฝุ่นที่มีแรงดูดสูง เพื่อทำความสะอาดให้หมดจด

3.ดูดฝุ่นและสิ่งสกปรกที่อยู่ในพรม
3.1 ใช้หุ่นยนต์/เครื่องดูดฝุ่นคุณภาพสูง การดูดฝุ่นนั้นเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการทำความสะอาดพรม (แต่ก็ต้องทำร่วมกับวิธีอื่นๆ ด้วย) และในการเลือกซื้อหุ่นยนต์นั้นสิ่งที่คุณต้องคำนึงถึงก็คือ

      – พลังการดูด : การดูดฝุ่นและสิ่งสกปรกที่มีขนาดเล็ก (เช่น เม็ดทราย) ที่ฝังแน่นอยู่ในพรม ถ้าพละกำลังการดูดของตัวเครื่องนั้นไม่เพียงพอ ก็จะไม่สามารถกำจัดสิ่งสกปรกที่อยู่ลึกๆได้ สิ่งที่คุณต้องการคือหุ่นยนต์/เครื่องดูดฝุ่นที่มีพลังการดูดที่แรงพอ 

     – ไส้กรองคุณภาพสูง : ยังมีเครื่องดูดฝุ่นบางประเภทที่ยังใช้ถุงเป็นที่กักเก็บฝุ่น และไม่มีไส้กรอง ทำให้ไม่สามารถกักเก็บฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีโอกาสที่ฝุ่นจะรั่วออกมาจากตัวถุงได้

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นหรือเครื่องดูดฝุ่นนั้น ทั้งสองก็มีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกันไป ซึ่งคุณสามารถเข้าไปอ่านบทความนี้ เพื่อศึกษาข้อมูลและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อ

3.2 ดูดฝุ่นเป็นประจำทุกสัปดาห์ คุณก็ควรกำหนดวันที่จะดูดฝุ่นและทำความสะอาดพรมอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงสัปดาห์ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้เกิด เชื้อรา แบคทีเรีย รวมไปถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ฝังแน่น

3.3 ทำความสะอาดเป็นประจำทุกวันในบริเวณที่มีการใช้งานบ่อย ถ้าที่บ้านหรือที่ทำงานของคุณมีพื้นที่ที่ใช้พรมปูพื้นเป็นแนวยาว แน่นอนว่าผู้คนภายในบ้านหรือที่ทำงานก็มีโอกาสเดินผ่านและใช้งานมันเป็นประจำทุกวัน ดังนั้นในตอนท้ายของแต่ละวัน คุณควรดูดฝุ่นเพื่อรักษาความสะอาดของพรมไว้ ไม่อย่างนั้นพื้นที่บริเวณที่นำพรมไปวางอาจจะเกิดกลิ่นอับ และทำให้อากาศภายในบริเวณนั้นแย่ลงได้

สรุป
แม้ว่าคุณจะรู้วิธีการจัดการกับสิ่งสกปรกที่อยู่ข้างในพรมแล้ว แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ พฤติกรรมที่ดีของคนในบ้านหรือที่ทำงาน ซึ่งถูกสร้างขึ้นได้ เช่น การกำหนดกฎระเบียบเพื่อให้ทุกคนถอดรองเท้าก่อนที่จะเดินเข้ามาในพื้นที่ส่วนที่เป็นพรม หรือให้พวกเขาเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเมื่อนำอาหารและเครื่องดื่มเข้ามาในบริเวณนั้น พฤติกรรมที่ดีที่เหล่านี้จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการทำความสะอาด และเพิ่มเวลาว่างให้คุณได้ทุ่มเทในสิ่งที่คุณรักมากขึ้น