ย้ายเข้าบ้านใหม่อย่างไร ให้เสริมสิริมงคล

สำหรับหลายๆคนที่อยากจะย้ายเข้าบ้านใหม่ทั้งที ก็คงสงสัยว่าจะ ย้ายเข้าบ้านใหม่อย่างไร ให้เสริมสิริมงคลดี เพราะใครๆก็คงอยากเริ่มต้นด้วยสิ่งดีๆ กันทั้งนั้น เพราะการย้ายเข้าบ้านใหม่ครั้งแรกนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ จึงถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายและสำคัญอย่างมากสำหรับคนที่เป็นเจ้าของบ้าน

การย้ายเข้าบ้านใหม่ตามธรรมเนียมไทยนั้นมุ่งสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าบ้านให้เกิดความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย ได้รับการปกปักรักษาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความผาสุกร่มเย็นจากการมีพระรัตนตรัยเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และมีกินมีใช้ มั่งมีจากทรัพย์สินและอาหารที่บริบูรณ์ 

พิธีการตามธรรมเนียมไทย
1. การสักการะเจ้าที่
2. การอัญเชิญพระประธานประดิษฐานในบ้าน
3. การนำของมงคลเข้าสู่บ้าน

ถึงแม้ว่าการย้ายเข้าบ้านใหม่ตามธรรมเนียมไทยนั้นจะไม่ได้กำหนดฤกษ์ยามเอาไว้ว่าควรจะเป็นเมื่อไร เจ้าของบ้านจึงสามารถยึดถือเอาฤกษ์ตามสะดวกก็ได้ หรือหากจะใช้ฤกษ์ดีตามปฏิทินหรือขอฤกษ์จากพระก็ได้เช่นกัน แต่จะมีข้อยกเว้นตามโบราณคติของไทยอยู่อย่างหนึ่งก็คือวันที่จะย้ายเข้าบ้านใหม่นั้นห้ามเป็นวันเสาร์

เนื่องจากตามหลักโหราศาสตร์แล้วถือว่าวันเสาร์เป็นวันแห่งความทุกข์โศก นอกจากนี้ดาวเสาร์ยังเป็นสัญลักษณ์ของบาปและเคราะห์กรรม ดังนั้นการขึ้นบ้านใหม่ การปลูกบ้าน การยกเสาเอก การวางศิลาฤกษ์ รวมไปถึงการย้ายเข้าบ้านใหม่จึงต้องหลีกเลี่ยงวันเสาร์ เมื่อได้ฤกษ์ดีของการย้ายเข้าบ้านใหม่แล้ว เราก็มาตระเตรียมของประกอบพิธีและเรียนรู้เกี่ยวกับแต่ละขั้นตอนของพิธีกันตามลำดับก่อนหลัง

ขั้นตอนที่ 1 สักการะเจ้าที่
แต่โบราณมาคนไทยจะให้ความเคารพนับถือเจ้าที่ เพราะเจ้าที่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะปกป้องคุ้มครองไม่ให้สิ่งชั่วร้ายต่างๆ เข้ามาในบ้านได้ และช่วยให้เจ้าบ้านสามารถอยู่อาศัยได้อย่างสบายใจ วันที่จะย้ายเข้าบ้านแนะนำให้มาถึงบ้านก่อนถึงกำหนดฤกษ์ เพราะเราจะใช้เวลาก่อนถึงฤกษ์ 1-2 ชั่วโมงเพื่อสักการะเจ้าที่ สิ่งที่นำมาสักการะ ได้แก่ สำรับอาหารคาว-หวาน ผลไม้ น้ำสะอาด ดอกไม้ ธูป เทียน ถ้าหากโครงการจัดสรรมีการตั้งศาลก็สามารถไปไหว้ที่ศาลประจำหมู่บ้านได้ แต่ถ้าหากไม่มีศาลก็สามารถตั้งโต๊ะไหว้ได้

เมื่อจัดโต๊ะวางสิ่งสักการะครบถ้วนแล้ว ให้จุดธุปเพื่อบอกกล่าวเจ้าที่ว่าเรากำลังจะมาขออยู่ ขอให้ท่านช่วยปกป้องคุ้มครอง ให้อยู่เย็นเป็นสุข ร่ำรวย อธิษฐานได้ตามปรารถนา

ขั้นตอนที่ 2 อัญเชิญพระประธานประดิษฐานในบ้าน
หลังจากสักการะเจ้าที่เรียบร้อยแล้วก็รอจนกระทั่งถึงฤกษ์มงคลเป็นอันเริ่มต้นพิธีการในขั้นตอนถัดไป ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นความเชื่อที่ผสานวิถีชาวพุทธที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่ยึดเหนี่ยวและอำนวยพรให้อยู่อาศัยอย่างสงบ ร่มเย็น ด้วยการอัญเชิญพระพุทธรูปซึ่งจะเป็นพระประธานของบ้านเข้าประดิษฐานในบ้านใหม่ ดังนั้นก่อนจะถึงวันทำพิธีนี้ควรจะมีการตระเตรียมสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเอาไว้ให้พร้อม หากมีบริเวณจะกั้นเป็นห้องพระหรือจะตั้งโต๊ะหมู่บูชา แต่ถ้าพื้นที่จำกัดจะทำหิ้งพระก็ได้

เมื่อได้ฤกษ์ยามแล้วให้หัวหน้าครอบครัว หรือผู้อาวุโสอัญเชิญพระพุทธรูปก้าวเข้าบ้านก่อนเป็นคนแรก จากนั้นประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ยังที่บูชา ในขั้นตอนนี้ให้เตรียมดอกไม้ใส่แจกัน ธูปพร้อมกระถางธูป เทียนและเชิงเทียนให้พร้อม จากนั้นสมาชิกครอบครัวและผู้ร่วมพิธีพร้อมหน้ากันนมัสการ จุดธูปเทียนตั้งจิตอธิษฐานให้บังเกิดความสุข สงบ ร่มเย็น ตั้งมั่นอยู่บนคุณธรรม ความดี มีเมตตาต่อกัน

ขั้นตอนที่ 3 นำของมงคลเข้าบ้าน
เป็นขั้นตอนที่สนุกสนานและรื่นเริงที่สุด ถ้าหากมีคนมาร่วมพิธีสามารถนำขอมงคลตามหลังคนที่อัญเชิญพระพุทธรูปเข้ามาในบ้านพร้อมๆ กันได้เลย แต่ถ้าหากมีคนน้อยก็อาจจะอัญเชิญพระพุทธรูปก่อนแล้วจึงนำของมงคลเข้าบ้านก็ได้ ของมงคลที่ว่านั้น ได้แก่ ฟัก แฟง แตงล้าน กล้วย อ้อย มะพร้าว สาลี่ ทับทิม ส้ม ข้าวสารเต็มถุง น้ำดื่มเต็มขวดหรือเต็มถัง กะปิ พริกแห้ง น้ำปลา น้ำตาลทราย หอมแดง อาหารแห้งต่างๆ ซึ่งเป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ สามารถเลือกเตรียมตามความสะดวก

 จะใช้อาหารกระป๋องก็ได้ เสริมมงคลขึ้นไปอีกด้วยขนมไทยที่มีชื่อมงคลอย่าง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เป็นต้น จัดวางไว้ที่โต๊ะกลางบ้าน และเพื่อให้เกิดความบริบูรณ์พูนทวีด้วยทรัพย์สินก็ให้นำของมีค่า เครื่องใช้ต่างๆ มาวางรวมกัน เช่น เงินตามจำนวนที่เป็นเลขมงคล เช่น 999 บาท ทอง และเครื่องประดับ รวมไปถึงเครื่องใช้ต่างๆ ภาชนะ เครื่องครัว หมอน แต่ขอให้เป็นของที่ซื้อมาใหม่ เปิดม่าน เปิดไฟให้สว่างไสว และเปิดเพลงหรือดนตรีให้เกิดความมีชีวิตชีวา และอาจจะเตรียมดอกไม้มงคลเพื่อโปรยในบริเวณบ้านก็ได้ เช่น ดอกรัก ดอกดาวเรือง ดอกกุหลาบ รวมไปถึงข้าวตอก ถั่ว งา

ที่สำคัญคือในวันนี้ขอให้พูดจากันในสิ่งที่เป็นมงคลและไพเราะ รวมไปถึงประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม และ
เพียง 3 ขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อนและยุ่งยากนี้ คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง และย้ายเข้าสู่บ้านหลังใหม่ได้อย่างสบายใจ การทำสิ่งดีๆ ก่อนย้ายเข้าบ้านใหม่นั้นก็อาจส่งผลให้เราเกิดความสุขสบาย ร่มเย็น ร่ำรวยและมั่งมีแวดล้อมไปด้วยมิตรไมตรีจากเพื่อนบ้านได้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ย่อมขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ ความพร้อมของเจ้าของบ้านด้วย

ดาวอังคาร ที่แห่งนี้เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่จริงหรือไม่

หลายๆคน คงเคยได้ยินว่าถ้าเราอยู่บนโลกไม่ได้ ที่อยู่อาศัยต่อไปก็คงเป็นอาวอังคาร เพราะความเป็นไปได้ในการส่งมนุษย์ไปดาวอังคารเริ่มเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น เมื่อยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ ของนาซาหรือองค์การบริหารการบินอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) สามารถลงจอดบนดาวอังคารได้อย่างปลอดภัย เพื่อปฏิบัติภารกิจในการหาร่องรอยว่าที่แห่งนี้เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่จริงหรือไม่ หากอยากรู้เพิ่มเติมก็สามารถอ่านจากบทความของเราได้เลย

ที่ผ่านมา มนุษย์มีความพยายามในการสำรวจดาวอังคารมาโดยตลอด ซึ่งองค์ประกอบที่ช่วยให้สิ่งมีชีวิตสามารถเกิดได้นั้น นักชีวดาราศาสตร์เชื่อว่ามีด้วยกัน 3 อย่าง ได้แก่ น้ำ พลังงาน และสารประกอบอินทรีย์

ทั้งนี้ ในจักรวาลหรือเอกภพ (Universe) นั้น มีพลังงานและสารประกอบอินทรีย์มากมายอยู่แล้ว ดังนั้น หากพบร่องรอยของน้ำ ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่จริง

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์มองว่า ออกซิเจน ที่มีจำนวนมากสามารถทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นได้ ดังนั้น หากค้นพบว่าดาวเคราะห์ดวงใดมีโอโซนอยู่ในชั้นบรรยากาศ ก็มีโอกาสสูงที่ดาวเคราะห์ดวงนั้นจะมีสิ่งมีชีวิตด้วยเช่นกัน เพราะโอโซนคือสารประกอบที่เกิดจากออกซิเจน เมื่อพบโอโซนในปริมาณมากก็จะพบออกซิเจนในปริมาณที่มากด้วยเช่นกัน

หากการพิสูจน์หาร่องรอยสิ่งมีชีวิตสามารถทำได้สำเร็จ ก็เท่ากับว่านอกจากโลกแล้ว ก็ยังมีดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ แต่ทำไมต้องเลือกดาวอังคาร ทั้งที่มีดาวเคราะห์อยู่มากมาย 

เคยมีชั้นบรรยากาศหนาเหมือนโลก
ดาวอังคารมีความเป็นไปได้ที่จะพบสิ่งมีชีวิตมากที่สุด โดยจากการสำรวจของนาซาพบว่าดาวอังคารเมื่อ 4,500 ล้านปีก่อน เคยมีชั้นบรรยากาศที่ประกอบไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปกคลุมหนาแน่นเท่ากับชั้นบรรยากาศของโลก และมีอุณหภูมิพื้นผิวอุ่นกว่า จึงทำให้น้ำสามารถคงอยู่ในสถานะของเหลวได้ ต่างจากปัจจุบันที่มีชั้นบรรยากาศเบาบางลงไปมากเพราะลมสุริยะ (Solar Wind) พัดชั้นบรรยากาศออกไปสู่ห้วงอวกาศ

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ของนาซาเชื่อว่าสามารถสร้างชั้นบรรยากาศให้กับดาวอังคารได้ ด้วยการสร้างสนามพลังแม่เหล็กเทียมแล้วส่งขึ้นสู่อวกาศ เพื่อไปกั้นไว้ระหว่างดวงอาทิตย์กับดาวอังคาร จะได้เป็นเกราะป้องกันดาวอังคารจากลมสุริยะ ซึ่งคืออนุภาคที่มีประจุจากดวงอาทิตย์ นั่นเอง

เมื่อชั้นบรรยากาศมีความหนาแน่นขึ้น จะทำให้อากาศบนพื้นผิวดาวอังคารอุ่นขึ้นจาก -55 องศาเซลเซียส เหลือ -4 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถทำให้น้ำแข็งแห้งหรือคาร์บอนไดออกไซด์แข็งระเหิดได้ และส่งให้ชั้นบรรยากาศมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น กลายเป็นปฏิกิริยาเรือนกระจกที่ทำให้พื้นผิวดาวอังคารอุ่นขึ้น

ขณะที่น้ำแข็งซึ่งอยู่บริเวณขั้วเหนือและขั้วใต้ของดาวอังคารจะละลายกลายเป็นน้ำ ซึ่งจากการสำรวจในอดีต นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่าน่าจะมีซากฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตอยู่ใต้น้ำแข็งของขั้วทั้งสองของดาวอังคาร หลังจากเคยพบร่องรอยท้องแม่น้ำที่เหือดแห้งมาก่อนที่คาดว่าเกิดขึ้นเมื่อ 3,500 ล้านปีก่อน

เอื้อต่อการดำรงชีวิตมากกว่าดวงจันทร์-ดาวศุกร์
นอกจากโลกแล้ว ดาวอังคารถือเป็นดาวเคราะห์ที่มีองค์ประกอบเอื้อต่อการมีสิ่งมีชีวิตหรือดำรงชีวิตมากที่สุด แม้ว่ายังไม่พบหลักฐานที่แน่ชัดของสิ่งมีชีวิต แต่องค์ประกอบต่าง ๆ ก็เอื้อต่อการดำรงชีวิตมากกว่า

  • ดินบนดาวอังคารสามารถสกัดน้ำออกมาได้
  • อุณหภูมิบนดาวอังคารไม่หนาวจัดหรือร้อนจัดเกินไป
  • มีแสงแดดเพียงพอที่จะใช้แผงโซลาร์เซลล์ได้
  • แรงโน้มถ่วงบนดาวอังคารคิดเป็น 38 เปอร์เซ็นต์ของโลก ซึ่งเชื่อกันว่าร่างกายของมนุษย์สามารถปรับตัวได้
  • มีชั้นบรรยากาศ (แม้ว่าจะเบาบาง) ที่สามารถปกป้องรังสีคอสมิก ซึ่งเป็นอนุภาคพลังงานสูงที่เกิดจากการระเบิดในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ได้
  • วันเวลาบนดาวอังคารใกล้เคียงกับโลก โดย 1 วันบนดาวอังคารเท่ากับ 24 ชั่วโมง 39 นาที 35 วินาที

ส่วนดวงจันทร์และดาวศุกร์ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้โลกด้วยเช่นกันนั้น ถือว่ายังห่างไกลจากความเป็นไปได้ที่จะดำรงชีวิตอยู่มาก โดยดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศที่เป็นเกราะป้องกันรังสีต่าง ๆ  อีกทั้งวันเวลาบนดวงจันทร์ก็ต่างจากโลกมาก โดย 1 วันบนดวงจันทร์ เท่ากับการใช้เวลาบนโลก 1 เดือน

ขณะที่ดาวศุกร์นั้นมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 400 องศาเซลเซียส ซึ่งร้อนถึงขนาดที่หลอมตะกั่วให้ละลายได้ และมีความดันบรรยากาศเทียบเท่ากับความดันใต้น้ำทะเลบนโลกที่ความลึก 900 เมตร นอกจากนี้ยังหมุนรอบตัวเองช้ามาก ทำให้ระยะเวลาบนดาวศุกร์ 1 วัน เท่ากับเวลาบนโลก 243 วันเลยทีเดียว